[SF] O●o•. The 7 Itch .•o●O [Kibum&Donghae]

posted on 14 Jul 2009 22:41 by kihae-holic
 

O●o. The 7 Itch .o●O





‘ลีทงเฮเป็นแฟนคิมคิบอม'

‘ถ้ายังรักตัวกลัวตายก็อย่าไปยุ่งกับพี่คิบอมเลย'


ประโยคบอกเล่าแกมเตือนภัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นเรื่องปกติทั่วไปนับตั้งแต่เหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทเกิดขึ้นกลางโรงอาหารมหาวิทยาลัยวันนั้น และถ้าจะนับระยะเวลาจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็หกเดือนเกือบเจ็ดเดือนแล้วสินะ....เจ็ดเดือนงั้นเหรอ!! ได้ยินแล้วคันๆนะว่าไหม

อ้าวไม่เคยได้ยินที่ฝรั่งเค้าพูดกันหรือ 7 Day 7 Month 7 Year Itch !!?

คันมา เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปีน่ะ....เอิ๊ก!!!



.




"ไม่ไปไม่ได้เหรอ...เค้าไม่มีที่อื่นให้เลือกหรือไง"

น่าจะราวๆสองชั่วโมงแล้วเห็นจะได้ที่คิบอมวนเวียนถามคำถามนี้กับลีทงเฮซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็นะถึงมันจะน่ารำคาญแต่ทงเฮก็รู้สึกชอบมากกว่าหงุดหงิดนิดหน่อยเลยยังไม่คิดจะเหวี่ยงใครเอาตอนนี้

"แค่สองเดือนเอง"

"ตั้งสองเดือนต่างหาก....ฝึกงานที่บริษัทพี่เฮเคียวไม่ได้เหรอ"

"ไม่ได้" ทงเฮตัดลมหายใจคิมคิบอมด้วยคำสั้นๆแค่นั้น แล้วแกะมือคนที่ทำท่าจะเป็นจะตายออกจากเอว เตรียมลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นว่าฮยอกแจ ลีทึก และเพื่อนๆอีกกว่าแสนคนเดินเข้ามาในห้องสมุดแล้ว

"ทงเฮแกจะไปไหน" ฮยอกแจเพื่อนรักเพื่อนยากตะโกนถามมาแต่ไกล ไม่ได้เกรงกลัวคุณบรรณารักษ์ติสแตกที่นั่งขยับขาแว่นสไตล์โบฮีเมี่ยนแล้วเขม้นมองมาทางนี้แต่อย่างใด ขณะที่ทงเฮกำลังถอนใจอีกรอบเพราะคิบอมเอื้อมคว้าข้อมือไว้อีกแล้ว ก่อนจะขืนข้อมือออกจากการเกาะกุม พลางหันมาตอบเพื่อนรักว่า

"ห้องน้ำ"

ฮยอกแจพยักหน้าให้สองสามทีแล้วก็เดินมาถึงโต๊ะพอดี คนไม่เรื่องมากกวาดมองสภาพโต๊ะตัวยาวๆเบื้องหน้าที่มีคิบอมนั่งเท้าคางประดับอยู่แวบหนึ่ง แล้วก็เลือกนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างๆที่คาดว่าไม่ใช่ของทงเฮ ส่วนพวกหน้าตาดีผิดนิสัยอย่าง ลีทึก ซีวอน คังอินและฮันเกิงก็เลือกนั่งกันตามใจชอบ

"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะมึง...พวกกูให้อยู่กับเมียนานๆนี่ไม่ดีเหรอ" ฮันเกิงถามด้วยข้อมูลประเภทแฟคแบบที่ใครๆก็รู้ ด้วยความสงสัย แต่คิบอมก็ส่ายหน้าบูดๆให้

"มึงอย่าสู่รู้...แล้วนี่ซองมินไม่มาเหรอ"

"เดี๋ยวคงตามมาล่ะม้าง...แฟนเป็นซิงเงอร์ก็เงี้ย"

ซีวอนแขวะมาดอนน่าส่วนตัวที่พอมีแฟนแล้วก็ทำตัวห่างเหิน เอะอะๆก็คยูฮยอนด้วยน้ำเสียงเซงๆจบปุ๊บ
ลีทึกก็เริ่มบทสนทนาใหม่ๆขึ้นมาติดๆ แน่นอนว่าทุกๆวันเหล่าหนุ่มหล่อทั้งหลายจะต้องมีเรื่องมาแบ่งปันกันไม่มีว่างเว้นตามภาษาคนฮอทผิดมนุษย์มนาน่ะนะ .... เหลือเชื่อไหมล่ะขนาดไม่มีเรื่อง ‘คนอื่น' มันก็ขุดเอาเรื่อง ‘ตัวเอง' มาเผาให้กันและกันฟังได้หน้าตาเฉย พวกหนุ่มหล่อจำพวกเดือนเนี่ย






ในระหว่างที่ภายในห้องสมุดเล็กๆกำลังคึกครื้นด้วยบทสนทนาไร้สาระเป็นหลักอยู่นั้น ทงเฮที่อยู่ในห้องปลดทุกข์เองก็กำลังรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวหลังจากที่เอาทุกข์โศกจากภัยธรรมชาติมาทิ้งที่นี่ด้วยเช่นกัน และคนที่มีแต่ความสุขที่กำลังล้างมืออย่างลีทงเฮก็เห็นว่าการแอบฟังคนอื่นคุยกันในระหว่างนี้ไม่ใช่เรื่องของแถมอะไรที่ตรงไหน แต่พอได้ยินชื่อที่ติดมากับบทสนทนาภาษาหญิงๆแล้วมันก็อดที่จะล้างมือแบบเอ้อระเหยไม่ได้จริงๆ

"ชั้นก็เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมแกถึงชวนชั้นมาทำงานที่ห้องสมุดคณะสถาปัตย์ฯ"

"ตอนแรกชั้นก็ไม่อยากมาหรอก" หญิงสาวคนที่ทงเฮคาดว่าเป็นตัวตั้งตัวตีว่าแล้วก็หัวเราะร่วน "แต่พอมาเจอรุ่นพี่คิบอม กับเพื่อนๆของเค้าที่นี่แล้ว....ให้ตายเถอะชั้นชอบห้องสมุดถาปัตย์จริงๆ"

"แต่คนคิดแบบเราก็เยอะเหมือนกันนะ...เดี๋ยวนี้ห้องสมุดที่นี่ มีคนมาใช้เยอะขึ้นเกือบสองเท่าแนะ"

ใช่ความจริงข้อนี้ทงเฮเองก็ไม่เถียงซักคำว่า ตั้งแต่ที่พวกเขาย้ายที่สิงสถิตจากโรงอาหารที่วุ่นวายมาเป็นที่นี่ ปริมาณคนที่มาใช้ห้องสมุดก็ดูจะมากขึ้นจนน่าตกใจ

"แต่เดี๋ยวช่วงปิดเทอมคนก็น้อยลงล่ะโดยเฉพาะพวกหนุ่มๆน่ะนะ...ก็พี่ทงเฮไปฝึกงานไกลซะขนาดนั้น แล้วก็พวกสาวๆที่หลงไหลได้ปลื้มพี่ลีทึกกับพี่ฮยอกแจอีกล่ะ คงจะบางหูบางตาลงไปเยอะ"

"งั้น...พี่คิบอมก็ว่างอะดิ...แปลกเนาะพี่เหยียบดาว เอ๊ย พี่ทงเฮเค้าไม่กลัวแฟนนอกใจหรือไงนะ เล่นทิ้งชิ้นปลามันอุดมด้วยดีเอชเอไว้แบบนี้"

"ไม่รู้สิ...แต่เค้ารักกันขนาดนั้น คนอื่นคงไม่ได้ดมง่ายๆหรอก"

ได้ยินประโยคนี้แล้วทงเฮแทบจะเดินทะลุกำแพงเข้าไปกอดขอบคุณคุณน้องผู้หญิงที่กำลังอวยพรให้เขาอยู่อีกฟากของกำแพงกั้นเสียเหลือเกิน แต่ถ้าทำอย่างนั้นเขาก็กลัวเหลือเกินเหมือนกันว่าอาจจะไม่ได้แค่กอดให้รางวัลน้องผู้หญิงคนนั้นอย่างเดียว แต่จะมีของแถมเป็นการตบสั่งสอนแม่เพื่อนตัวดีของคุณน้องเข้าให้สักฉาด!!

"ของแบบนี้ก็ไม่แน่นะแก...ก็คนมันเคยๆอะ ก่อนจะคบกับพี่ทงเฮเหยียบดาวนี่ก็เที่ยวจัดเถอะได้ข่าว แต่ที่ช่วงนี้หาตัวเจอยากๆก็เพราะพลาดท่าไปมีแฟน" หล่อนอมยิ้มขำๆ "ก็อย่างว่าล่ะนะคนที่ไม่เคยมีแฟนพอมีแฟนหล่อเข้าหน่อยก็ไม่กล้าปล่อยให้ไปไหน กลัวว่าพอหลุดมือไปแล้วจะหาแบบนี้ไม่ได้อีก"

"แต่พี่ทงเฮนี่ก็ใช่ธรรมดาเมื่อไหร่" .... คิดเอาว่าจะสวยยังไงถึงได้มีฉายาว่าสวยเหยียบดาว

"ก็ไม่ได้เถียง....แต่เอาจริงๆนะ ถึงคุณพี่เค้าจะสวยแค่ไหน ถ้าพี่คิบอมไม่ใจแตกเอาตอนเจ็ดเดือน ก็อีกไม่นานหรอกเชื่อเถอะ พี่เค้าเล่นจับไว้ไม่ปล่อยให้ไปไหนแบบนั้นน่ะ ผู้ชายนะร้อยทั้งร้อยเคยเจ้าชู้ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้หรอก ... เก็บกดมากๆ พอมีอิสระเมื่อไหร่ก็กระเจิดกระเจิงทั้งนั้น"

สิ้นคำสบประมาทที่หญิงสาวยัดเยียดให้คิมคิบอม เท้าขาวๆภายใต้รองเท้าแนวสตรีมแวร์ยี่ห้อดังก็เตะเปรี้ยงเข้าไปที่ถังขยะเปล่าๆที่ใกล้ที่สุดในทันที


"เฮ้ย!!!" บุคคลไม่ได้รับเชิญ หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเกือบซวยในวันนี้ร้องเสียงหลง แล้วถอนใจยาวเมื่อเจ้าตัวบิดเอวหลบหลีกถังขยะที่ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้ได้อย่างฉิวเฉียด "แกเป็นบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย...วันนี้บรรยากาศดีนะขอบอก....อย่าทำลายๆ"

ทงเฮไม่ได้คิดต่อความยาวอะไร และไม่คิดจะเสวนาอะไรกับใครตอนนี้ด้วย ดวงตาที่ใครต่างว่าสวยนักหนาค้อนให้เพื่อนรักที่คาดว่ารับหน้าที่มาตามไปเพียงเท่านั้น แล้วก็เดินเร็วๆกลับเข้าไปในห้องสมุด ส่วนเพื่อนที่แสนดีที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่อง ก็ทำได้แค่ส่ายหน้าเอือมๆแบบคนชินชา แล้วเดิมตามกลับเข้าไปในห้องสมุดแบบไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่




.





เที่ยงวันนี้อาหารกลางวันยังเป็นมื้อสุดประหยัดเหมือนเดิม แต่ที่ดูจะไม่เหมือนเดิมก็คงเป็นท่าทางคนดีของคิบอมนั่นแหละที่แปลกไป .... ทั้งๆที่เรื่องที่คังอินเล่าเมื่อกี้มันตลก แต่ทำไมทงเฮถึงไม่ขำ

"ไม่สบายเหรอ"

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของคิบอมเป็นอันต้องตกไปเมื่อยกมือขึ้นอังหน้าผากเนียนๆ แล้วอุณหภูมิร่างกายปกติดี

"เป็นอะไรคนดี....ไม่เห็นทานข้าวเลย" คิบอมกระซิบถาม พลางคว้ามือนุ่มนิ่มข้างที่เท้าเก้าอี้อยู่ขึ้นมากุมไว้ แล้วไล้นิ้วหัวแม่มือไปบนหลังมือเบาๆ

ในทีแรกทงเฮคิดที่จะชักมือกลับแล้วแยกเขี้ยวให้คนที่ชอบฉวยโอกาสเป็นนิจสิน แต่วันนี้เขาไม่อยากทำอะไรที่เข้าทำนองซ้ำซากอีกแล้ว จึงคิดจะลองทำตัวใหม่ ให้มันแตกต่างจากที่แม่ผู้หญิงสองคนนั้นพูดดูบ้าง

ใจจริงทงเฮ อยากเดินไปถามตรงๆอยู่เหมือนกัน ว่าพวกหล่อนมาเกาะอยู่ใต้เตียงหรือไงถึงได้พูดว่าเขาจับคิบอมเอาไว้ไม่ยอมปล่อยให้ไปไหนด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจแบบนั้น แต่ก็นะถ้าจะว่าไปตามตรง เขาก็พอจะเข้าใจหัวอกพวกหล่อนอยู่บ้างนิดหน่อย ทำไมน่ะเหรอก็พวกที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะได้เฉียดใกล้คิมคิบอมอย่างนั้น คงไม่มีทางจินตนาการหน้าตาของคิบอมยามที่เขาทั้งไล่ ทั้งขอร้องสารพัดให้ออกไปเที่ยวไปดื่มกับเพื่อน ในช่วงที่เขาต้องเร่งส่งงานหรอก ถึงได้มายืนเดาส่งเดชกันหน้าชื่นอกตรมอยู่เป็นนานสองนานแบบนั้น

"ว่ายังไงคนดี...ตอบคิบอมหน่อย"

ถ้าการที่ชักมือออกจากการเกาะกุมแบบทุกที เป็นการขู่บังคับไม่ให้คนรักไปไหน งั้นทงเฮจะลองสอดประสานนิ้วมือของเราไว้ ให้อิสระคิบอมได้ทำตามใจก็แล้วกัน ... ถ้าการที่หันไปถลึงตาใส่คือการจับทุกความเคลื่อนไหวของคิบอมไม่ยอมให้คลาดสายตามันจะทำให้คิบอมเก็บกด งั้นวันนี้เขาจะขอช้อนสายตาขึ้นสบนัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นซึ้งๆเพื่อเป็นการบอกให้อีกคนรู้ว่าเขาไม่ว่าถ้าคิบอมอยากจะไปไหนเพียงลำพัง ... และถ้าการที่นั่งทานข้าวไป แล้วฟาดมือลงไปบ้างเวลาที่คิบอมอาศัยช่วงชุลมุนโอบเอวเขาไว้จนแน่นแบบที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นการตามติดคิบอมแจอย่างที่ว่า งั้นวันนี้ทงเฮจะลองปล่อยให้คิบอมได้ทำอะไรตามใจสักวันโดยการซบลงไปที่ไหล่กว้างๆ ยอมตกอยู่ในวงแขนอบอุ่นนี้โดยไม่เกี่ยงงอนดูสักครั้งก็แล้วกัน

"สบายดี...แต่อยากอ้อนแฟนได้ใช่มั้ย"

คิบอมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ หากเขากระชับอุ้งมือนุ่มนิ่มไว้ แล้วแนบหน้าผากลงกับหน้าผากมนเบาๆ ส่งยิ้มให้อบอุ่นเหมือนเคยแค่เพียงเท่านั้น ... ถึงแม้ว่าทงเฮจะชอบทำอะไรต่อมิอะไรที่ธรรมดาให้ดูแปลกใหม่สำหรับคิบอมได้เสมอ แต่การช้อนสายตาขึ้นอ้อนต่อหน้าผู้คนแบบตอนนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้งฉะนั้นเพื่อความสุขเล็กๆที่ทงเฮอยากจะมี และสิ่งเหล่านั้นเขาก็เต็มใจจะให้ มันก็เลยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนอกจากความรัก




.




เที่ยงคืนสิบห้านาที ยังไร้วี่แววของคนที่บอกว่าจะกลับก่อนเที่ยงคืน แต่ทงเฮที่ยังจัดกระเป๋าเดินทางไม่เสร็จก็ไม่ได้คิดหงุดหงิดอะไร ออกจะดีใจด้วยซ้ำที่คิบอมจะได้ออกไปไหนมาไหนโดยที่ไม่มีเขาอยู่ข้างๆเสียบ้าง!!

คริ๊ก!!

เสียงดัง ‘คริ๊ก' ทางด้านหลังบอกทงเฮให้เหลือบนัยน์ตาขึ้นดูเงาสะท้อนจากกรอบรูปบนตู้หัวเตียงให้แน่ใจว่าใช่
คิบอมจริงๆ ไม่ใช่ใครอื่นแบบที่เคยเจอ แล้วรอฟังว่าวันนี้คิบอมจะแก้ตัวว่าอะไร

"แวะไปส่งหลายศพขอโทษนะ"

"เหม็นเหล้า" ทงเฮพึมพำ ย่นคอไม่ยอมให้คนที่กำลังนั่งยองๆซ้อนอยู่ด้านหลังได้ทำตามใจ แต่ดูเหมือนคิบอมจะไม่ได้สนใจว่าอีกคนจะขัดขืนอะไรแม้แต่น้อยคนเอาแต่ใจก็ยังหาทางตักตวงต่อ

"ขอหอมให้ชื่นใจหน่อย...เดี๋ยวไม่ได้เจอกันตั้งหกสิบกว่าวัน ขาดใจตายกันพอดี"

ทงเฮที่กำลังวางเสื้อยืดสีขาวลงไปในกระเป๋าได้แต่ลอบถอนใจ แล้วก็ทิ้งตัวนั่งลงแบบไม่มีการเตือนล่วงหน้า แน่นอนว่าคิบอมยอมเป็นเบาะรองนั่งให้ทงเฮอยู่แล้ว พร้อมกับคิดค่าเมื่อย ด้วยการกุมมือนุ่มๆข้างที่เขาโมเมเอาว่ามันว่างมากุมไว้แบบที่ชอบทำ

"ทำไมวันนี้ไม่ร่าเริง...ไม่เหมือนคนดีของคิบอมเลย"

ถึงแม้ว่าทงเฮจะทำเป็นเฉยๆ ออกแนวเย็นชาได้ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ก็เถอะ แต่อาการเงียบเวลาที่อยู่ด้วยกันสองคนแบบนี้คิบอมก็อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้เหมือนกัน

"แล้วคนดีของคิบอมเป็นยังไง"

"ดื้อเยอะๆ...พูดเยอะๆ...กินเยอะๆ...โวยวายเยอะๆ..." คิบอมเว้นจังหวะเล็กน้อย และก็ได้ผลทงเฮหันมาเลิกคิ้วคล้ายจะถามว่าหมดแล้วเหรอ จากนั้นคิบอมก็อมยิ้มกับการจาระไนคนรักต่อไป "ถึงเนื้อถึงตัวเยอะๆ...อ้อนเยอะๆ...ขอให้จูบเยอะๆ...โอ้ย!!!"

ยังไล่สรรพคุณคนดีของคิบอมยังไม่ทันจะจบด้วยซ้ำ มือเล็กๆขาวๆที่คิบอมคิดเสมอว่าทำไมมันถึงได้นุ่มนักก็ฟาดลงไปกับแขนยาวๆที่กำลังโอบรอบเอวบางเสียจนเต็มแรง ไม่ลืมที่จะส่งค้อนให้อีกหนึ่งวงเป็นยาแก้อักเสบ แต่ก็นั่นแหละคิบอมเห็นว่าน่ารักจนกลัวว่าจะอดใจไม่ไหวจริงๆ

"ไม่เคยเป็นแบบนั้นสักหน่อย ... มั่วแล้ว"

"อ่า...ทงเฮของคิบอมกลับมาแล้ว" คิบอมมองคนรักสะบัดหน้าหนีแล้วก็หัวเราะชอบใจ พลางแนบริมฝีปากลงไปกับลำคอระหง ปรางแก้มใส ก่อนเลื่อนไปขบเบาๆสองสามทีที่ใบหู "รักทงเฮจัง"

"รู้แล้ว" ริมฝีปากน่าจูบยืนนิดๆ แล้วก็รีบชวนเปลี่ยนเรื่อง "ช่วยขยับออกไปหน่อยได้ไหม จะเก็บกระเป๋าต่อ"

"พรุ่งนี้จะไปกี่โมงนะ"

"เที่ยง...นี่ถามจริงเถอะจะถามอะไรนักหนาถ้าไม่ว่าง หรือไม่อยากไปส่งก็บอกดีๆก็ได้ไม่ต้องถามบ่อยแบบนี้หรอก" ทงเฮชักฉุน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้บอกเมื่อไหร่ คิบอมเองก็รู้พร้อมกับเขาด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไรถามอยู่ได้วันละสามสี่รอบ นี่เขาจะไม่อยู่สองเดือนคงจะลืมเขาไปด้วยอีกคนสินะ

"ไม่ใช่แบบนั้น...ก็แค่อยากรู้เวลาที่แน่นอน"

"ก็ถ้ารู้อยู่แล้วจะถามอีกทำไม"

"ก็อยากคำนวณเวลาชัวๆ ว่าเราจะต้องทำกันสักกี่รอบ ถึงจะพอกับระยะเวลาสองเดือนที่ต้องห่างกัน" ยังไม่ทันจะพูดได้จนจบ มือขาวๆที่กำลังยัดกางเกงในตัวสุดท้ายลงไปในกระเป๋าเดินทางก็ฟาดลงมาที่แขนยาวๆเป็นรอบที่สองในค่ำคืนนี้ ... คิบอมร้องโอดโอยไปตามระเบียบ แต่มันก็ไม่ได้สาหัสขนาดที่ผู้ชายคนนี้จะคิดล่าถอยการลวนลามคนรักแต่อย่าใด หนำซ้ำวงแขนที่ทงเฮบอกให้คลายออกก็เริ่มรัดเข้ามาอีกแล้ว

"คิบอม...ยังจัดกระเป๋าไม่เสร็จ"

"จูบกันไหม...ทงเฮ" คิบอมอ้อนเสียงอ่อนไม่ได้ฟังหรอกว่าทงเฮพูดอะไร ใบหน้าคมซบลงกับไหล่บางแล้วแนบจูบร้อนผ่าวผ่านเสื้อยืดตัวบาง "จูบกันเถอะนะก่อนจะขาดใจตาย"

ต่อจากนั้นทงเฮก็ไม่คิดจะให้คิบอมขออะไรต่อ หรือแม้กระทั่งพูดจาอ้อนวอนใดๆอีก เพราะทงเฮเองก็เห็นว่าสิ่งที่คิบอมร้องขอมันควรค่าแก่การจะทำในนาทีต่อจากนี้เหลือเกิน

"วันนี้ทงเฮหวานจัง" ริมฝีปากร้อนผ่าวผละจากริมฝีปากสีสวยเพียงนิด แล้วแนบลงไปใหม่ในองศาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม "รู้ไหม....จูบนี้มีไว้ให้แค่ทงเฮเท่านั้นนะ"

กลีบปากสีสวยเผยอเล็กน้อยยามที่ผละจากกันเพื่อรับอากาศ ก่อนจะบดเบียดเข้าหากันอีกครั้งและอีกครั้ง พร้อมกับคำขู่เชิงออดอ้อนที่ว่า "ส่วนจูบนี้ ... ห้ามนอกใจนะคิบอม"




.





สายวันนี้นักศึกษาที่จับฉลากได้ไปฝึกงานที่เกาะเชจูนัดเจอกันที่ประตูทางเข้าหนึ่งของท่าอากาศยานนานาชาติ กิมโพ แน่นอนว่าสามในสิบห้า จะต้องมีลีทึก ฮยอกแจ และทงเฮรวมอยู่ด้วย .... ว่าแต่ว่านี่ก็สิบเอ็ดโมงแล้วทงเฮที่มักจะตรงต่อเวลาเสมอทำไมยังมาไม่ถึงนะ

"นายโทรตามสองคนนั้นหรือยัง" พี่ฮีชอลพี่ชายคนเดียวของคิบอมที่มีแพลนจะกลับอเมริกาเดือนหน้าลดนาฬิกาข้อมือลงแล้วก็ถามขึ้นลอยๆ ซึ่งคนตอบก็หนีไม่พ้นฮันเกิงหนุ่มหล่อที่ใครๆก็พากันเสียดายที่มีเจ้าของแล้ว

"โทรตามแล้วแต่คิบอมปิดเครื่อง"

"ส่วนทงเฮก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์" ฮยอกแจแจงในส่วนของทงเฮ และก่อนที่จะมีใครได้กระวนกระวายใจไปมากกว่านี้ ซีวอนที่สูงที่สุดในกลุ่มก็ทำท่าเหมือนว่าหันไปเจออะไรดีๆเข้า อีกทั้งยังแสดงความมีน้ำใจโดยการสะกิดให้คังอินหันไปมีส่วนรู้เห็นด้วย

"นั่นไงมานู้นแล้ว...สงสัยจะร่ำลากันทั้งคืนสภาพถึงได้เป็นแบบนั้น"

ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรถ้าซีวอนจะพูดจาเข้าทำนองตลกใต้สะดือท่ามกลางเพื่อนฝูง และมันก็ดูจะเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่คิบอมและทงเฮจะทะเลาะกันในช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้

แล้ว...วันนี้มันเรื่องอะไรกันล่ะ

"เพราะคิบอมนั่นแหละ...เห็นไหมตื่นสายเลย" ทงเฮกระซิบบ่นคนที่เดินลากกระเป๋าใบใหญ่ตามมา ในขณะที่ค่อมศีรษะนิดๆให้พี่ฮีชอล และส่งยิ้มบางๆให้เพื่อนๆที่เหมือนจะมารอเขาและคิบอมอยู่นานแล้ว

"ก็มันคิดถึงนี่...แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายแล้ว...นี่เป็นเดือนๆนะใครจะไปทนไหว"

"เรื่องมาก...แล้วก็อย่าแม้แต่จะคิดนอกใจ" ทงเฮกัดฟันกรอด พร้อมกับดักทางคนมีรูปเป็นทรัพย์ไว้อย่างรู้ทัน
ซึ่งมันก็ได้ผลในเรื่องของการทำให้คิบอมอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย (?)

"ถ้าไม่เซ็กซ์โฟนกับทงเฮ ไม่มีอะไรกับใครเด็ดขาด"

"ทะลึ่ง!!" ทงเฮหยิกหมับลงไปที่ต้นแขนคนทะลึ่งตึงตังแล้วเรียบร้อย และดูเหมือนว่ามันจะเป็นจังหวะให้ลีฮยอกแจเพื่อนยามยากและสุขบ้าง ได้มีโอกาสแทรกบทสนทนา พร้อมกับสะกิดให้คนทั้งคู่รู้ตัวเสียทีว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคนในสนามบิน

"เออเพื่อนฝูงก็เข้าใจครับว่าข้าวใหม่ปลามัน แต่ช่วยเกรงใจเพื่อนหน้าตาดีๆแถวนี้นิ๊ดนึง"

จริงอย่างที่ฮยอกแจว่านั่นแหละ ที่เพื่อนๆต่างมองพวกเขาเป็นตาเดียวเพื่อรอจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็นะถ้าไม่ได้จัดการฮยอกแจที่เริ่มตีตัวออกห่างก็ไม่ได้เหมือนกัน

"เงียบไปเลยแก...ถ้าอยากให้ชั้นมาเร็วๆทำไมแกไม่ไปรับชั้นวะ"

"อ้าว...ก็เห็นว่าอยู่กับแฟน"

ทงเฮทิ้งกระเป๋าลงกับพื้นแล้วเตรียมลุยเพื่อนตัวบางที่กำลังยิ้มเหงือกบานข้างๆพี่ฮีชอลเต็มที่ แต่คิบอมก็คว้าเอาไว้ได้ทัน จากที่คิดจะจัดการกับลีฮยอกแจ เลยกลายเป็นต้องมาจัดการกับคิบอมแทน

"คิบอมปล่อยเลยนะ"

"ทงเฮไม่เอาน่า....แล้วนี่ไปถึงอย่าลืมโทรมานะเข้าใจไหม"

คราวนี้ไม่ได้มีแต่ฮยอกแจเท่านั้นที่ชักจะทนไม่ไหว ดูเหมือนพี่ฮีชอลที่ชอบแอบดูน้องชายอ้อนแฟนก็ชักรู้สึกว่ามันมากเกินไปแล้วเหมือนกัน พี่ฮีชอลมองหน้าเพื่อนน้องชายที่กำลังลุ้นว่าคิมคิบอมจะจูบลีทงเฮเมื่อไหร่ แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าปลงๆ พลางหันไปสะกิดซองมินที่กำลังคุยหงุงหงิงอยู่กับคยูฮยอน

นี่ก็อีกคู่...ความรักนี่บางทีก็น่ารำคาญเหมือนกันนะ !!

"ซองมิน...ไปจัดการหน่อยไป" พี่ฮีชอลพยักเพยิดหน้าไปทางคิบอมที่กำลังยกมือขึ้นวางแนบลงบนแก้มใสของทงเฮ แล้วก็เป็นอันรู้กัน ซองมินยิ้มพรายรีบถลาเข้าไปแทรกกลาง แนบเนียบและรวดเร็วชนิดที่พี่ฮีชอลเองก็ยังตั้งตัวไม่ทัน

"อยู่ที่นู่นก็โทรมาหาบ้างนะ" ซองมินจงใจให้ทงเฮรู้ตัวว่าเขาพูดด้วย ด้วยการจับมือขาวๆไว้เบาๆ แล้วก็ชวนคุยอะไรอีกสองสามอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าบทสนทนาที่ถุกสร้างขึ้นถ้าไม่ได้เป็นคนที่สามารถพูดได้เร็วเท่ากับแสงแล้วล่ะก็ไม่มีทางแทรกได้ ตอนนี้ทงเฮเลยได้แต่พยักหน้าขึ้นลง ส่วนคิบอมก็ถอยออกมายืนทำหน้าเมื่อยๆแถวๆนั้นนั่นแหละ

"เว่อร์ไป...แกเถอะเตรียมตัวไปฝึกงานแล้วหรือยัง" พี่ฮีชอลกอดอกถามน้องชาย ที่ขยันตอบคำถามได้กวนประสาทไม่เคยเปลี่ยน

"อืม...แล้วพี่ล่ะเมื่อไหร่จะกลับอเม'กา"

"นี่แกไล่ชั้นเหรอ"

คิบอมยักไหล่ไม่ตอบหรอก ถึงแม้ว่าหน้าตาโหดๆออกแนวสวยของพี่ฮีชอลจะสามารถขู่เอาชีวิตใครต่อใครบนโลกใบนี้ได้ก็เถอะ แต่สำหรับคิบอมที่เกิดมาก็เจอความน่ากลัวแบบนี้ตั้งแต่นาทีแรกที่ลืมตาดูโลกแล้วนั้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร มากไปกว่าแค่สอนให้รู้จักเบือนหน้าหนี แล้วเลือกที่จะเดินตามทงเฮที่เพิ่งจะขอตัวจากซองมินเมื่อกี้ เพื่อเอากระเป๋าไปส่งให้ชั่งน้ำหนัก และไปรับบอร์ดดิ้งพาส แทนที่จะรอให้ความซวยมาเยือน


อีกไม่กี่นาทีเครื่องจะออกแล้ว เพื่อนที่ดีทั้งหลายจึงเคลื่อนขบวนมาส่งเพื่อนทั้งสามคนจนแน่นตรงทางเข้าไปหมด ซองมินน้ำตาคลอๆ กอดทงเฮ กอดฮยอกแจ แล้วก็กอดลีทึกนานที่สุดเป็นคนสุดท้าย

"ดูแลตัวเองด้วยนะ"

"อยู่ที่นั่นมีที่เที่ยวเจ๋งๆก็โทรมาเล่าบอกนะเว้ย"

แน่นอนประโยคนี้เป็นของคังอิน และประโยคต่อมาคงหนีไม่พ้นต้องเป็นของคุณชายชเว

"เจอของดีๆสวยๆก็รีบโทรบอกกูนะ กูจะรีบบินไปดู ฮ่าฮ่า"

เอาล่ะ....ก่อนที่หนุ่มไฟแรงทั้งหลายจะเริ่มสตาร์ทเครื่องติด แล้วพากันไปไกลกว่านี้ พี่ฮีชอลที่กลัวว่าน้องๆทั้งสามคนจะตกเครื่องแล้วใครแถวๆนี้จะอดบินตามไปหาของสวยของงามในที่เที่ยวเจ๋งๆ จึงกระแอมขึ้นมา พร้อมกับเอ็ดไม่จริงจังนักว่า

"เข้าไปได้แล้วล่ะ...ไอ้เจ้าพวกนี้นี่เดี๋ยวเพื่อนก็ตกเครื่อง"

ฮยอกแจ ลีทึกและทงเฮโบกมือให้เพื่อนๆ แล้วก็โค้งให้พี่ฮีชอลไปคนละทีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนทยอยเข้าไปทีละคน ตอนนี้ลีทึกเข้าไปแล้ว ฮยอกแจกำลังยืนรอ ส่วนทงเฮกำลังตกใจเมื่อจู่ๆแรงกระชากที่หาที่มาไม่ได้กำลังดึงให้เขาเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นเสมออีกครั้ง โดยไม่ให้ตั้งตัวมือใหญ่ๆก็กดรั้งท้ายทอยเล็กให้เข้ามาใกล้ ก่อนมอบจุมพิตลึกล้ำให้คนรักแบบไม่คิดจะเสียเวลา...นาน...จนกระทั่งทงเฮต้องทุบลงไปที่อกหนาๆ นั่นแหละ คนเอาแต่ใจถึงได้ตัดใจก้มลงกระซิบเสียงนุ่มว่า

"ถึงแล้วโทรมานะ...รักนะครับ"

"อื้ม...รักเหมือนกัน" ทงเฮรับคำสั้นๆแล้วก็ก้มหน้างุด ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาใครสักคน ก่อนเดินตัวลอยๆตามหลังไวๆของฮยอกแจ เข้าไปแบบติดๆ

พวกเขาทั้งสามคนเดินผ่านจุดตรวจมาแล้วเรียบร้อย พอเจอเก้าอี้คนที่ยังติดอยู่ในอารมณ์ฟุ้งๆก็หย่อนนั่งบนเก้าอี้ตัวว่างๆข้างๆฮยอกแจ ก่อนจะมีเสียงไม่พึงประสงค์ของใครบางคนลอยมาชนให้ภวังค์หวานๆของทงเฮล่มลงต่อหน้าต่อตา

"แค่สองเดือนทำยังกับสองชาติ"

"หุบปากไปเลย!!!" ทงเฮตวัดสายตาค้อนใส่เพื่อนรักที่แซวเสร็จก็ก้มหน้าเล่นเกมนินเทนโดเครื่องสีขาวด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ แล้วก็เอาไอพอตออกมาเสียบหูฟังอย่างเสียไม่ได้





คนอย่างแกจะไปเข้าใจอะไรฮยอกแจ

รู้หรือเปล่าว่านั่น แฟนคนแรกในชีวิตเชียวนะ มันก็ต้องมีอาลัยอาวรณ์กันบ้างเป็นสัจธรรม!!!








.

 

วันนี้เป็นวันแรกของช่วงปิดเทอม และก็เป็นวันเดียวกับที่คิมคิบอมจะต้องเริ่มฝึกงานที่สำนักงานทนาความด้วยเช่นกัน ทั้งๆที่เขาก็เตรียมตัวเตรียมใจรับกับงานหนักมาแล้วเป็นอย่างดี แต่ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงได้ผิดไปจากความคิดแบบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

นอกจากจะไม่มีการติดต่อจากทงเฮแล้ว คิบอมยังรู้สึกว่าทุกคนที่นี่เอ็นดูเขาเกินกว่าเหตุด้วยซ้ำ เป็นต้นว่า รุ่นพี่สาวโสดทั้งหลายอาสาพาเขาชมตึกสูงสามสิบชั้นที่เป็นตึกที่ตั้งของบริษัทกันตลอดวัน แล้วยังจะน้ำใจที่มีต่อเด็กฝึกงานอย่างเขานั่นอีกที่เอาแต่ชวนคุยนั่นดูนี่เกือบจะตลอดช่วงเช้า กว่าจะได้งานได้การจริงๆก็บ่ายๆนั่นแหละ เขาถึงได้เห็นคำคู่ความที่เป็นงานหลักๆที่เด็กฝึกงานจะพิมพ์ และนอกจากนั้นวันแรกก็เป็นอะไรที่หนักไปทางน่าเบื่อเสียมากกว่า

แต่เจ้านายชั่วคราวที่เขาฝากเกรดที่ดูคล้ายจะเป็นทั้งชีวิตไว้ให้ก็ใจดีเหลือเชื่อ นอกจากจะไม่ค่อยให้ทำงานแล้ววันนี้ยังมีการเลี้ยงนักศึกษาฝึกงานกันตอนเลิกงานต่อที่ร้านเนื้อย่างใกล้ๆอีกด้วยนะ แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงเขาคนเดียวหรอก เพราะในบริษัทครอบคลุมเรื่องกฏหมายแบบที่นี่ย่อมต้องการบุคลากรมากหน่อย

คืนนี้คิบอมยอมรับว่าเขาดื่มแอลกอฮอล์ไปชนิดไม่ยั้งจริงๆ และผลที่ตามมาก็คือเมาเละไปแบบที่ไม่ต้องสงสัย แต่ถึงเขาจะเมามากมายแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมนอนค้างที่อื่นอย่างที่สัญญากับทงเฮเอาไว้ บาปกรรมก็เลยไปตกอยู่กับคนที่รับโทรศัพท์ก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย

ตอนนี้ซีวอนที่ดูเหมือนความร่ำรวยของตระกูลจะไม่ได้ช่วยให้ดวงดีอะไร ก็ลากเขาเข้ามาโยนโครมบนที่นอนในห้องแล้วเรียบร้อย เพื่อนที่แสนดีวางเวกกี้ สารสกัดจากธรรมชาติที่คิบอมใช้แก้อาการแฮงค์เฉพาะตัวไว้ให้เป็นของแถม แล้วก็ร่ำลาไปแบบที่เคยๆคือสบถด่าแบบคุณชายไปตลอดทางในทันที

ซีวอนกลับไปแล้วก็จริง แต่ทำไมคิบอมที่มึนหัวขนาดหนักถึงยังพยายามกดเลขหมายเดิมๆไม่ยอมหยุดแบบนี้ก็ไม่รู้ กดโทรหาทงเฮจนเลิกโทรเพราะสติดับไปกับวังวนความหอมที่ยังติดอยู่ที่ปลอกหมอนไปเสียแล้ว

อ่า...กลิ่นหอมอ่อนๆของทงเฮบนหมอนใบนี้มันชื่นใจจริงๆ




.




"ทงเฮแกเป็นไรน่ะ"

"กำลังจะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งไม่เห็นเหรอ...." ทงเฮสะบัดเพื่อนคนเดียวในชีวิตตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาจนหลุด แล้วก็เดินกลับเข้ามาในห้องพักที่ใหญ่กว่าห้องอื่นเพราะจัดไว้ให้สำหรับสามคนที่ยอมเสียสละมานอนรวมกัน ด้วยท่าทีที่ยังหัวเสียไม่หาย

"อ้าวทงเฮ...ทำไมหน้าบูดแบบนั้นล่ะ" ลีทึกเดินคาบแปรงสีฟันโดยที่มีฟองขาวประดับอยู่รอบปากนิดๆออกมา เลิกคิ้วถาม

"ก็โทรหาคิบอมแล้วไม่ติดน่ะสิ...อ๊ะติดแล้วๆ"

โชคดีเหลือเกินที่ทั้งลีทึกและฮยอกแจจิตแข็ง ทั้งคู่เลยตกใจแต่พองามเมื่อทงเฮเปลี่ยนอารมณ์เร็วยิ่งกว่าจิ้งจกแก่ที่เปลี่ยนสีเร็วกว่าแสงจากอารมณ์บูดๆมากระดี้กระด้าราวกับมีเรื่องดีเกิดขึ้นสักแสนเรื่องเป็นอย่างน้อย...แต่ก็ถือว่าดีแล้วล่ะที่มันโทรติดสักทีไม่งั้นมันได้ฟาดหัวฟาดหางใส่ทุกคนที่ขวางหน้าตลอดวันแน่ๆ



(((((( RRrRrrRRrrRR )))))


"ทงเฮทำไมผมโทรหาแล้วไม่รับสาย"

((ที่นี่สัญญาณมันค่อยไม่ดีอะ...คิบอมคิดถึงทงเฮป่าว))

"คิดถึงทุกลมหายใจเข้าออกนั่นแหละ..."

((แน่ใจนะ...แล้วเมื่อคืนก่อนไปดื่มมาใช่มั้ย ซีวอนเมลล์มาฟ้อง))

"ก็นิดหน่อย...อย่าหึงเลยน่าไปดื่มกับที่ทำงาน"

((ให้มันจริงเถ้อ...คิ...อม...อ่า....คิบอม...ได้ยินไหม....ซ่า~))


ถึงแม้ว่าตระกูลของลีทึกจะเอาหัวเป็นประกันพร้อมกับโฆษณาออกสื่อว่าระบบสามจีนั้นครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเกาหลีแล้วแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยหรือเกาะใหญ่ที่มีชื่ออย่างเกาะเชจูก็เถอะ แต่เหตุการณ์ในวันนี้มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้ครอบคลุมส่วนไหนของประเทศโดยเฉพาะเกาะแก่งเลยสักนิด คิบอมและทงเฮถึงได้ขาดการติดต่อกันนานขนาดนี้

คิบอมพูดคำว่า ‘ฮัลโหล' กับคำว่า ‘ทงเฮ'สลับกันอยู่ประมานสามสี่รอบแล้วก็รู้สึกตัวได้สักทีว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาอยู่ เด็กฝึกงานหน้าหล่อขวัญใจชะนีรุ่นป้า ที่กำลังขายหน้าจึงทำเป็นหัวเราะแหะๆ แล้วค่อมศีรษะให้พี่ๆไปคนละทีสองทีเป็นการขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ไม่ลืมที่จะพยายามโทรหาทงเฮไปด้วยจนตลอดทาง






"ฮัลโหล....บ้าเอ้ย!!" ทงเฮบันดาลโทสะด้วยการเขวี้ยงโทรศัพท์ในมือลงบนโซฟาตัวนุ่มที่มีอยู่เพียงตัวเดียวในห้อง แล้วก็เดินไปคว้าเอากระเป๋าใบสีดำใบโปรดขึ้นมาสะพาย พร้อมกับออกปากชวนเพื่อนทั้งสองที่กำลังยืนมองพายุลูกย่อมๆที่ชื่อว่าลีทงเฮกำลังพาดผ่านห้องนี้ไป

"ทงเฮแกโอเคไหม"

"กำลังจะไม่โอเคถ้าพวกแกสองคนไม่รีบตามชั้นออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้"

สิ้นคำเพื่อนที่อกสั่นขวัญผวาทั้งสองคนก็รีบก้าวยาวๆ ตามคนที่เพิ่งเคยห่างอกคนรักได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ไปด้วยอาการของคนหวาดวิตกครบทุกประการ






ตอนนี้คิบอมมั่นใจร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นด้วยซ้ำว่าเขาคงจะติดต่อทงเฮไม่ได้แน่ๆในช่วงนี้ และถ้ามันยังคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปคืนนี้เขาก็คงต้องนอนไม่หลับแน่ๆเช่นกัน พอคิดได้แบบนั้นแล้วคนที่นอนไม่ได้ถ้าขาดลีทงเฮก็ตัดสินใจโทรไปหาตัวช่วยที่เขานึกได้เป็นอันดับต้นๆเสมอเวลามีเรื่องทุกข์ใจ

คิบอมวางสายจากการบอกให้ซองมินนัดแนะเพื่อนๆมาเจอกันหน่อยคืนนี้เมื่อครู่ แล้วก็กำลังจะเดินออกจากห้องน้ำ พอดีกับที่รุ่นพี่ที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปจากเขาสามโต๊ะเดินเข้ามาพอดี ทั้งคู่ถึงได้มีโอกาสพูดคุยกันเป็นครั้งแรก

"คิบอมใช่ไหมเราน่ะ"

"ครับ"

"เห็นหัวหน้าเรียกหาอยู่แน่ะ...รีบๆไปสิ"

คิบอมโค้งให้พี่ชายใจดีคนนั้น แล้วก็รีบก้าวขายาวๆกลับเข้าไปในส่วนของออฟฟิศ

"อ้าวมาแล้วเหรอหาเสียตั้งนาน" หัวหน้าของเขาและคนอีกค่อนออฟฟิศ ทักเสียงไม่เบานักด้วยใบหน้าใจดีเหมือนเช่นเคย พี่จุนโฮยิ้มให้แล้วก็แนะนำคนที่ยืนทำหน้าเฉยๆอยู่ข้างๆ "นี่มินอานะ....รู้จักกันไว้สิพี่จะให้เราสองคนเป็นบัดดี้กัน"

"ยินดีที่ได้รู้จักมินอา"

"ยินดีที่ได้รู้จัก"




.




เนื่องจากว่าปีนี้เด็กมาฝึกงานที่นี่เยอะ พี่จุนโฮก็เลยกลัวว่าการดูแลน้องๆจะไม่ทั่วถึง จึงคิดว่าน่าจะจับให้ทำงานเป็นคู่ๆ เพราะพี่แกเห็นว่าการรู้จักทำงานร่วมกับคนอื่นก็เป็นสิ่งสำคัญ คิบอมที่ไร้บัดดี้ตุนาหงันเสียหลายวันจึงได้เพื่อนคู่หูทำงานกับเขาสักที

ในทีแรกคิบอมก็แอบหวั่นใจเหมือนกันว่าจะทำงานกับมินอาที่ปั้นหน้านิ่งได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงได้หรือเปล่า แต่พอได้พูดคุย ไปพบลูกความ และช่วยกันค้นทะเบียนประวัติ ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นอกจากจะพบว่าพวกเขาสามารถเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของกันและกันได้แล้ว คิบอมก็จับนิสัยของมินอาได้แล้วว่าสาวเจ้าเป็นคนประเภทปากไม่ค่อยตรงกับใจสักเท่าไหร่

"หิวข้าวก็ไปกินข้าวสิมินอา...พิมพ์แค่นี้ชั้นทำคนเดียวได้"

ไม่รู้เมื่อไหร่เหมือนกันจากคำพูดที่ห่างเหินกลับกลายเป็นความสนิทสนมไปเสียแล้ว

"ยังไม่หิวหรอกน่า"

ถึงแม้มินอาจะยืนกรานว่าไม่หิวสักนิด พร้อมกับปั้นหน้าว่า ' ชิวมากแค่รอแค่นี้เอง ' ได้แนบเนียนไม่มีที่ติก็เถอะ แต่ร่างกายมันก็ไม่เคยโกหกใครจริงๆด้วยนั่นแหละ กระเพาะของเธอถึงได้ร้องประท้วงเสียงดังลั่นขนาดนั้น

"ฮ่าฮ่า....เธอโกหกไม่ค่อยเก่งเลยมินอา" คิบอมแซวหญิงสาวที่กำลังทำหน้ามุ่ยแล้วก็หัวเราะชอบใจ เขาเลื่อนเปิดโทรศัพท์มือถือดูหน้าจอให้แน่ใจว่าทงเฮไม่ได้ไปหยอดตู้โทรหาเขาแบบสองวันก่อน แล้วก็ลุกขึ้นชวนเพื่อนร่วมงานหน้าตาหมดจดไปกินข้าวด้วยกัน



วันนี้คิบอมกินจาจังมยอน ส่วนมินอากินบิบิมบับ ทั้งคู่แยกย้ายกันไปซื้อข้าวร้านใครร้านมันเสร็จแล้วก็เดินมานั่งจับจองที่นั่งตรงโต๊ะประจำใกล้ๆผนังกรุกระจกที่สามารถมองเห็นโซลไปเกือบทั้งโซล

"เอ้อ...พรุ่งนี้ตอนกลางวันว่างหรือเปล่า ไปกินข้าวด้วยกันนะ" คิบอมเงยหน้าขึ้นชวนมินอา พลางเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าหลังจากอ่านข้อความที่ซองมินส่งมาบอกว่าสัปดาห์นี้พวกเขานัดเจอกันที่ไหน

"เอ่อไม่เอาดีกว่า...ขอบใจที่ชวนนะ"

อันที่จริงแล้วคิบอมไม่คิดจะเซ้าซี้ใครในโลกนี้นอกจากลีทงเฮหรอก แต่บังเอิญเมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขาและมินอาอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อจะทำงานกันเป็นทีมอยู่นั้น ทงเฮก็โทรมาเช็กพอดี พอได้ยินเสียงผู้หญิงรอดไปตามสาย โทรศัพท์สามสี่ครั้ง คนที่เพิ่งหัดหึงได้ไม่ถึงปีก็เลยลองวิชาออกลวดลายเสียใหญ่โต เดือนร้อนเพื่อนฝูงต้องมาขอดูตัวมินอาบัดดี้ที่ทำงานของคิบอมตามคำขู่ของทงเฮ หรือด้วยความเต็มใจอันนี้ก็สุดแล้วแต่จะหาคำตอบได้

"ไปเถอะนะ...ถือว่าขอร้องล่ะ" คิบอมยกมือขึ้นไหว้ปลกๆ หญิงสาวก็เลยจำใจต้องพยักหน้า

"อื้ม...ก็ได้ๆ"

คิบอมยิ้มให้มินอาเสียจนตาเป็นขีดแล้วก็ก้มหน้าก้มตาคีบบะหมี่สีดำๆเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างคนอารมณ์ดี
ส่วนมินอาก็ได้แต่ลอบมองคนตรงหน้ากินบะหมี่อย่างเงียบๆ ก่อนลงมือทานข้าวกลางวันตรงหน้าบ้าง




.




อย่าเรียกว่าใช้คอมพิวเตอร์เลย ลีทึกและฮยอกแจขอเรียกว่าฟัดกับคอมฯก็แล้วกัน ก็ดูคุณสวยเหยียบดาวเค้าใช้คอมพิวเตอร์สิ ทำหน้ายังกับจะไปรบแนวหน้าแน่ะ แล้วนิ้วนั้นอีกที่ตะบี้ตะบันจิ้มด้วยกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดในชีวิตนี้เหมือนคนที่หลุดมาจากยุคที่คนเรายังใช้กระบองตีหัวแล้วลากกันเข้าถ้ำอยู่ยังไงยังงั้น

"ทงเฮให้ชั้นพิมพ์ให้มั้ย" ฮยอกแจแยบถามคนที่พอออกปากขอยืมโน้ตบุคของเขาด้วยถ้อยคำแบบเฉพาะตัว แล้วก็รีบกลับมาที่ห้อง มานั่งจิ้มแป้นพิมพ์ ตั้งแต่หัววันจนตอนนี้จะเที่ยงคืนอยู่แล้ว ได้ข่าวจดหมายรักอีเล็กทรอนิคที่จะส่งไปให้คิบอมฉบับแรกในชีวิตยังร้อยแก้วไม่เสร็จเลย หึหึ

"จะใช้หรือไง...พรุ่งนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ"

เออใช่...แต่คือกูกลัวคอมกูพั๊ง ทงเฮ!!!

"ก็ใช่...แต่แบบกลัวแกจะเมื่อย" ฮยอกแจโกหกคำโตได้แค่นั้นแหละทงเฮก็หยุดพิมพ์ แล้วก็หันมามองหน้าเพื่อนที่กำลังกล่อมให้ตัวเขาลุกออกมาห่างๆจากคอมสักทีโดยที่มีลีทึกคอยลุ้นอยู่ข้างๆ

"เออพิมพ์เสร็จแล้วอะ....แกส่งให้หน่อยดิ"

ได้ยินแบบนั้นแล้วฮยอกแจก็ยิ้มกว้าง ส่วนลีทึกก็พรูลมหายใจออกมาเสียยาวเหยียด เมื่อแน่ใจว่าอย่างน้อยๆเหตุการณ์คอมระเบิดจะยังไม่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ แล้วจึงขอตัวไปอาบน้ำแปรงฟันด้วยสีหน้าที่ดีกว่าเมื่อครู่มากนัก




.




รู้ทั้งรู้ว่าคิบอมมีแฟนแล้วและก็รักแฟนมากด้วย แต่มินอาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมผู้ชายที่หล่อ และจัดว่าเพอร์เฟคถึงได้มีเพื่อนซี้เป็นหนุ่มโสดคนดังที่ชื่อเสียงกระฉ่อนไปถึงมหา'ลัยเขาในเรื่องไม่เคยจริงจังกับใครแบบนี้

"มินอาทานนี่สิ...อร่อยนะ" คังอินคีบซาชิมิปลามากุโร่ให้หญิงสาวตามสัญชาติญาณคาสโนว่าที่มีมาแต่กำเนิด ด้วยรอยยิ้มทั้งดวงตา ซึ่งมินอาก็ยิ้มรับไม่ได้รังกียจรังงอนอะไร

"ขอบคุณนะ...พวกนายทานกันเถอะชั้นดูแลตัวเองได้" มินอาเคี้ยวซาชิมิคำที่คังอินคีบให้แล้วก็ว่ายิ้มๆ แน่นอนว่าท่าทางสุภาพบวกกับความเป็นกันเองในแบบที่ตัวหญิงสาวเป็น สร้างความประทับใจให้หนุ่มๆได้มากเชียวล่ะ

ทั้งหมดใช้เวลาไปกับการทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านประจำราวๆสองชั่วโมงเห็นจะได้ มินอาที่เห็นว่าทุกคนน่าจะอิ่มกันแล้วก็เสนอตัวว่าจะหารค่าอาหารมือนี้ด้วยเพราะพวกเขาทุกคนยังเรียนหนังสือกันอยู่ แต่ก็อย่างที่รู้แหละเรื่องเงินเรื่องทองผู้ชายพวกนี้ถือเป็นเรื่องนอกกาย ซึ่งใครจะจ่ายไม่ได้ถ้าไม่ใช่ชเวซีวอน ฉะนั้นด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเหนือมนุษย์มนา ฮันเกิงที่นั่งเงียบมากกว่าใครๆในวันนี้จึงบอกเธอไปแบบสุภาพชนว่า ไม่ต้องหรอก

"ถ้างั้น...ขอบคุณมากๆนะสำหรับมื้อเที่ยงวันนี้ แล้วก็ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ" มินอายิ้มให้เพื่อนใหม่หน้าหล่อทุกคนในที่นี้ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ แล้วก็ได้เวลาขอตัวไปชอปปิ้งตามจริตของผู้หญิงสักที "ไปแล้วนะ...วันนี้เสื้อผ้าเซลล์เยอะ....ต้องไปสู้รบปรบมือเสียหน่อย"

มินอาทิ้งท้ายมื้อเที่ยงวันนี้ไว้ด้วยเสียงหัวเราะของทุกคนที่นี่ แล้วก็เดินออกจากร้านไปทั้งๆที่ความประทับของทุกคนยังไม่จางหายไปสักนิด

"คิบอมมึงเนียนว่ะ...เลิกกินทั้งๆที่อิ่มได้แล้ว"

เพราะคังอินรู้ว่าคิบอมไม่อยากตอบคำถาม คนที่อิ่มจนจะอ้วกถึงได้ทำท่าว่ายังหิวอยู่ คิบอมถอนใจแล้ววาง
ปูอลาสก้าราคาชวนขนลุกลงกับจาน แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เพื่อนฝูง

"แน่ใจว่าจะไม่กิ๊กกันนะ"

"ถามแบบนี้ นายใช่ลีซองมินหรือเปล่าเนี่ย" คิบอมตัดพ้อคนที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีด้วยสรรพนามที่ไม่เคยใช้ แล้วก็ถอนใจยาวกับคำซักไซ้ของฮันเกิงที่ว่า

"ก็เพราะว่าเป็นเพื่อนมึงน่ะสิ....กูถึงได้กลัว"

แต่คิบอมก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่มีทางกิ๊กกั๊กกับมินอาแน่นอน เพื่อนฝูงทั้งหลายเลยคร้านจะไล่ต้อน โดยไม่ลืมที่จะเตือนสติเป็นครั้งสุดท้ายว่าอย่าเห็นใครเป็นตัวแทนของทงเฮเวลาเหงาล่ะ

"เออไม่มีใครแทนทงเฮได้หรอกมึง..."

เห็นคิบอมยืนยันแบบนั้นแล้วเพื่อนๆก็ไม่รู้จะกะเกณท์ชีวิตเพื่อนไปอีกทำไมเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ก็ได้แค่เตือนนั่นแหละใจใครใจมันห้ามกันไม่ได้หรอก




.




"โห...ยิ้มไม่หุบเลยนะ" มินอาแซวเพื่อนซี้คนใหม่ที่เอาแต่ยิ้มให้กับอะไรก็ไม่รู้ในจอมอนิเตอร์ตรงหน้าแบบที่ชอบทำทุกเช้าสายบ่ายเย็น พลางวางจดหมายที่คิบอมก็เดาไม่ออกว่าหล่อนได้มันมาจากไหนลงบนแฟ้มที่เขากำลังจะเปิดอ่าน "เอ่อ...ข้างล่างฝากมาให้น่ะ...ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหน"

คิบอมไม่ได้คิดถามอะไร เขาส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณแล้วก็เบนความสนใจไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ....
วันนี้ทงเฮเมลล์มาไม่ยาวเหมือนเคย แต่ก็น่ารักเสมอไม่เปลี่ยนแปลง

คิบอมอ่านเมลล์ที่ทงเฮส่งมาให้วันนี้อีกสามสี่รอบแล้วก็ตัดใจเปิดโปรแกรมไมโคซอฟเวิร์ดขึ้นมาเตรียมทำงานเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่ามีบางอย่างยังไม่อยากให้เขาทำ อะไรน่ะเหรอก็จดหมายที่จ่าหน้าซองถึงคิมคิบอมไงล่ะ

คิ้วสีเข้มเลิกขึ้นนิดๆ เอื้อมคว้ากรรไกรมาตัดที่ข้างซอง ดึงจดหมายภายในออกมาอ่าน แล้วจู่ๆเจ้าหัวใจที่ไม่เคยหวั่นไหวกับใครนอกจากลีทงเฮ ก็เกิดอาการกระตุกวูบ กับสิ่งที่มันผุดพรายขึ้นมายามที่ไล่สายตาอ่านเนื้อความในจดหมาย

จดหมายฉบับนี้มันไม่ได้มีเนื้อความที่รุนแรง หรือชวนปวดหัวมากมายไปกว่าการสารภาพรัก แต่ที่มันทำให้คิบอมรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งกายไม่ใช่เพราะมันแปลกกว่าใครๆ แต่เป็นเพราะเจ้าของจดหมายไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากเขานอกจากการขอแอบรักอยู่อย่างเงียบๆก็พอ





‘คุณอาจจะสงสัยและตกใจในเวลาเดียวกันสินะ เอาเป็นว่าชั้นต้องขอโทษคุณในเรื่องนี้ก็แล้วกัน

แต่ที่ชั้นเขียนจดหมายมาบอกรักแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าชั้นต้องการอะไรจากคุณหรอกนะ ชั้นก็แค่รู้สึกชอบคุณมากตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันเท่านั้นเอง แต่พอชอบแล้วชั้นก็รู้สึกรักคุณขึ้นมาทีละนิดโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

นั่นแน่...ตอนนี้คุณคงกำลังสงสัยสินะว่าคุณทำอะไร ชั้นถึงได้ชอบคุณ บอกตามตรงเลยก็แล้วกัน ที่ชั้นรักคุณไม่ใช่เพราะเพียงแค่ความหล่อของคุณอย่างเดียวแน่ๆคิบอม(ขอเรียกแบบนี้ได้ใช่ไหม) แต่รอยยิ้มที่คุณมอบให้ผู้คนรอบข้างด้วยความจริงใจ และความถ่อมตัว ที่แสดงออกมาโดยที่คุณตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ทั้งๆที่บางครั้งคุณก็ดีกว่าใครๆในโลกใบนี้ด้วยซ้ำ มันทำให้ชั้นอยากจะรักคุณให้ได้มากเท่าที่ใครคนหนึ่งจะรักได้เท่าน้นเอง

คุณไม่ต้องมองหาหรอกว่าชั้นเป็นใครมาจากไหน...แค่ขอให้คุณอย่าฉีกจดหมายฉบับนี้ทิ้งแค่นี้ก็พอ

แอบรัก...แอบรัก....แอบรัก....และจะแอบรักแค่คุณตลอดไป

จากชู้ทางใจแบบลับๆ '

 

 

 

.

 

 

 

เจ็ดร้อยสามสิบห้าชั่วโมงไม่ขาดไม่เกินที่ทงเฮใช้อีเมลล์ติดต่อกับคิบอมมากกว่าคุยโทรศัพท์ทั้งๆที่ตอนนี้สามารถหาที่เหมาะๆคุยโทรศัพท์ได้แล้ว แต่มันคงจะนานเกินไปสักหน่อยสำหรับคนไม่ค่อยสันทัดในการใช้คอมพิวเตอร์ บ่ายคล้อยวันนี้คนที่คิดถึงแฟนปานจะขาดใจถึงได้เริ่มมีอาการทางประสาทแบบนี้

"ยิ้มอะไรวะ....บ้าแหงๆ" ฮยอกแจเดินออกมาจากห้องผู้จัดการแล้วก็ผ่านมาเห็นว่าเพื่อนกำลังจะเสียสติอยู่รอมร่อ เลยชะโงกหน้าเข้าไปถาม เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แล้วก็ได้ผลชะงัดนัก

"เก็บปากไว้กินข้าวเถอะ...เข้าไปแล้วเค้าใช้อะไรแกบ้างป่ะ นอกจากให้ดูพิมพ์เขียวเก่าๆเนี่ย"

ฮยอกแจหัวเราะก๊าก แล้วเลื่อนเก้าอี้ว่างๆของใครไม่รู้มานั่ง ก่อนยกมือขึ้นป้องปากกระซิบกระซาบกับเพื่อนให้รู้กันสองคน "วันนี้เค้าจะพาไปดูไซต์ว่ะ"

"ล้อเล่นใช่ไหม"

"ระดับนี้แล้วเคยล้อเล่นหรือไง"

ที่เกาะเชจูนอกจากจะเหงามากขึ้นทุกวันแล้ว เรื่องดีๆที่หาได้จากแค่ที่นี่ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้นี่เอง ทำไมน่ะเหรอก็ที่นี่ไม่ได้สนุกสนานอย่างที่ใครๆวาดฝันไว้หรอก โอเค จริงอยู่ถึงแม้ว่าคนที่นี่ร้อยละหกสิบจะเป็นรุ่นพี่ที่คณะของเขา บรรยากาศมันเลยเหมือนมาเที่ยวอยู่บ้าง แต่การที่มาฝึกงานแล้วได้ทำแค่ดูแบบเก่าๆของบรษัท สลับกับทำหน้าที่แมสเซนเจอร์เนี่ย เชจูเกาะสวรรค์ก็น่าเบื่อใช้ได้เหมือนกันนะขอบอก






.





ความจริงมีอยู่ว่าเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสุดขอบฟ้าพบเจอกันได้แค่ปลายนิ้วจริงๆ แต่การถูกโจมตีด้วยจดหมายรักจากชู้ทางใจแบบลับๆ ทุกสามวันนี่มันก็ทำให้ระยะทางที่คิมคิบอมมองเสมอว่าเป็นเพียงตัวเลขก็ชักสั่นคลอนเหมือนกัน

ยอมรับก็ได้ว่าเขาหวั่นไหวนิดหน่อย เพราะเจ้าของจดหมายยกยอเค้าในแบบที่ผู้ชายทุกคนชอบ เนื้อหาไม่ได้หวานจ๋อย แต่มันมีบางสิ่งที่ลึกๆเขาก็ต้องการจากทงเฮเหมือนกัน เป็นต้นว่า ทำไมถึงรักเขา ทำไมเขาถึงดีจนตกหลุมรัก มากมายจิปาถะ แต่มันก็ทำให้เขาแค่หวั่นไหวเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เขารักหรอก

วันนี้คิบอมไม่ได้ขยำจดหมายรักของชู้ทางใจไร้ความรับผิดชอบทิ้งอีกแล้ว แต่เขาเลือกที่จะตั้งใจอ่านมัน และเริ่มคิดที่จะค้นหาว่าใครเป็นคนส่งจดหมายฉบับนั้นมาให้ ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองฉบับแบบนี้

"เป็นอะไรคิบอม...ทำไมทำหน้าแบบนั้น"

จดหมายไม่ได้ระบุว่า เขาหรือเธอเป็นใครมาจากไหน ไม่บอกด้วยซ้ำว่าเป็นหญิงหรือชาย แต่สามารถทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังตกลงไปในวังวนแห่งบาปที่ถ้าไม่ถอยเดี๋ยวนี้อาจจะถลำลึกลงไปแล้วปีนขึ้นมาไม่ได้อีกเลย

"เธอเคยนอกใจคนรักหรือเปล่า" คิบอมยัดจดหมายที่อัดแน่นไปด้วยกลอนบอกรักที่พรรณามาอย่างไพเราะเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะแบบลวกๆ พร้อมกับถามเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงคนแรกในชีวิตด้วยสีหน้าที่หญิงสาวอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า

"เคยบ่อยๆ" เธอตอบอย่างมีชั้นเชิง มองเผินๆแล้วเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคตเธอต้องเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงแน่ๆ "แต่นั่นมันก็เป็นอดีตไปแล้ว"

"มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเลิกกันหรือเปล่า"

"มันก็มีส่วนนะ...แต่ยังไงดีล่ะ นอกใจไปปลื้มคนอื่นที่ไม่ใช่แฟนบ้างมันก็ไม่เสียหายอะไรหรอกนะ...ตราบใดที่แฟนจับไม่ได้น่ะ"

คำพูดนั้นของมินอาและซองมินเหมือนกันเป๊ะทุกใจความ และที่น่าตกใจก็คือคังอิน ซีวอน ฮันเกิง และพี่ฮีชอลก็พูดเหมือนกับมินอาไม่มีผิดเพียน ทุกคนล้วนแล้วแต่บอกว่านอกใจ ได้แต่อย่าให้คนรักจับได้ก็พอด้วยกันทั้งนั้นและก็ด้วยคำพูดนั้นอีกนั่นแหละที่ทำให้คิบอมหยิบเอาจดหมายที่ได้รับทั้งสามฉบับกลับมาบ้าน แล้วนอนอ่านมันอีกครั้งด้วยความตั้งใจ ก่อนจะเผลอหลับไปทั้งๆที่โทรศัพท์กำลังสั่นไม่ยอมหยุด






.






ตั้งแต่คบกันมานอกจากตอนที่ต้องจีบทงเฮใหม่เมื่อคราวก่อนนู้นแล้วเช้าวันนี้ถือว่าเป็นการทะเลาะกันครั้งร้ายแรงที่สุดเลยก็ว่าได้ ทงเฮที่ฟังเหตุผลบ้างไม่ฟังบ้าง พอรู้เรื่องที่คิบอมไปเที่ยวถามใครต่อใครว่าถ้านอกใจจะผิดไหมแล้วก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้วทีหนึ่ง ก่อนมาเพิ่มระดับความโกรธขึ้นไปเป็นสองเท่า ด้วยเพราะเขาไม่ยอมรับโทรศัพท์เมื่อคืนนี้ คราวนี้ล่ะทงเฮที่ยึดความคิดตัวเองเป็นหลักในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็งอนเขาเสียมากมาย

"โธ่เว้ย!!"

คิบอมเปิดอีเมลล์แล้วไม่พบจดหมายใหม่สักฉบับก็อารมณ์เสีย เขาลังเลระหว่างการพิมพ์อีเมลล์ไปง้อทงเฮหรือจะโทรไปหาทงเฮเอาตอนนี้เลยอยู่ไม่นานเท่าไหร่ นิ้วยาวๆก็คลิกเม้าส์ปิดหน้าต่างที่เปิดไว้ให้หายไปจากหน้าจอ แล้วก็ลุกพรวด เดินหน้าไม่รับแขกตรงเข้าไปในห้องน้ำทันที

"มินอาคิบอมเค้าเป็นอะไรน่ะ....อะมีคนฝากมาให้บัดดี้เธอ" พี่ซองอาเลขาฯพี่จุนโฮที่กำลังท้องอ่อนๆได้เกือบสองเดือนโผล่มาที่ทำงานตอนเก้าโมงพอดี จึงได้ทำหน้าที่แมสเซนเจอร์เฉพาะกิจเอาจดหมายแบบเดิมๆมาส่งให้คิมคิบอม

"ไม่รู้สิคะ..." มินอาตอบยิ้มๆ แล้วก็พิมพ์อะไรก็อกแก็กอีกสองสามที ก่อนหมุนเก้าอี้ ลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำชาย เธอยืนรอไม่นานเท่าไหร่คิบอมที่หน้าตาเหมือนเพิ่งเข้าไปล้างห้องน้ำก็เดินออกมาพอดี

"อะไรน่ะ" คิบอมมองซองเอกสารสีเหลืองที่มินอายื่นมาตรงหน้าแล้วก็รับมาแบบสงสัย

"ไม่รู้ดิ....จดหมายรักล่ะม้างเห็นส่งมาทุกอาทิตย์เลย"

"พูดมากจัง...ขอบคุณนะ" คิบอมรับซองจดหมายมาถือไว้ แล้วก็ขอบคุณมินอาด้วยน้ำคำที่ใครฟังก็รู้ว่าไล่กันชัดๆ

"รู้แล้วล่ะน่า...รีบอ่านรีบมาทำงานล่ะ"

คิบอมพยักหน้าส่งๆ แล้วก็เดินหายลับเข้าไปในห้องน้ำอีกรอบ...คราวนี้เขาเข้าไปในห้องลงกลอน แล้วรีบเปิดซองสีเหลืองนวลนั้นออกมาช้าๆ ก่อนที่หัวใจทั้งดวงจะร้อนวาบกับภาพคู่รักมากมายหลากหลายรูปแบบกำลังมอบจุมพิตให้กันอย่างดูดดื่ม คิบอมไล่ดูทีละภาพแล้วก็รีบหาจดหมายสักฉบับที่แนบมาด้วย แต่คราวนี้ไม่มี เจ้าของจดหมายรักปริษนาไม่ได้เขียนจดหมายมาเหมือนอย่างเคย แต่เลือกที่จะแปะข้อความไว้หลังภาพมากกว่า

‘ชั้นอยากทำแบบในรูปกับคุณจัง...อยากจูบจนหมดลมหายใจไปเลย'

คิบอมไม่ได้อ่านข้อความนั้นออกมาดังๆ แต่มันกลับสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในหัว เขาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามหายใจให้เป็นปกติแต่มันก็ยากเหลือเกิน ยากเกินกว่าจะควบคุมเสียแล้ว

อุ้งมือร้อนที่ทงเฮสะดุ้งสะเทิ้นทุกครั้งที่เคลื่อนผ่านผิวกาย กำลังเคลื่อนตัวลงต่ำ และกำลังจะปลดปล่อยผู้ชายที่กำลังสับสนอย่างที่สุดให้ล่องลอยไปกับจินตนาการที่สร้างสรรขึ้นเองด้วยภาพถ่ายเพียงแค่ไม่กี่ภาพของคนรักในโทรศัพท์ที่กำลังสั่น คล้ายกับนัยน์ตาของเขาที่กำลังพร่าด้วยแรงปรารถนาที่กำลังถ่าโถม


"อ่า...ต้องหน้าแบบนี้สิ...ต้องคนนี้ ถึงจะทำให้คิบอม...อาเป็นได้ถึงขนาดนี้"






.






"เชี่ย...ทำไมต้องโทรเข้าเครื่องกู"

((ก็ทงเฮไม่ยอมเปิดเครื่อง...แค่นี้มึงช่วยเพื่อนไม่ได้หรือไง))

"เออๆ...แม่งมีแฟนทีนี่ลำบากไปทั้งโลกเลย ห่าน!!" ลีทึกสบถใส่เพื่อนสนิทที่กำลังร้อนอกร้อนใจอยู่ที่โซลแบบไม่จริงจังนัก พลางสืบเท้าจากระเบียงเข้าไปในห้องทำงานที่มีทงเฮกำลังเขียนอะไรยุกยิกให้ฮยอกแจพิมพ์ให้ก็ไม่รู้ เดาว่าคงเป็นจดหมายรักเหมือนเช่นเคยนั่นแหละ

"ทงเฮมีคนอยากคุยด้วย" ลีทึกไม่ยื่นโทรศัพท์ให้ แต่ยัดใส่มือพร้อมกับอาศัยช่วงเวลาชุลมุนลากลีทงเฮโยนออกไปนอกระเบียง แล้วล็อกกุญแจจากภายในห้องเสร็จสรรพ ตามด้วยการตะโกนผ่านกระจกบอกคนข้างนอกว่าให้คุยไปก่อนเดี๋ยวจะไปเอาเสื้อโค้ทของคิบอมที่เจ้าตัวนอนกอดทุกคืนมาให้

ทงเฮได้แต่ทำปากพะงาบๆมองเพื่อนจอมวายร้ายที่เอาเขามาโยนทิ้งไว้นอกระเบียงแล้วก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดกับคนที่ปลายสาย ด้วยน้ำเสียงที่ใครฟังก็รู้ว่ากำลังหงุดหงิด

"ไม่ต้องโทรมาเลย...ลืมกันแล้วก็ลืมให้ตลอดไปสิ"

((จะลืมได้ไง...คิดถึงจนแทบบ้าแบบนี้))

"ปากหวาน"

แล้วจู่ๆบทสนทนาก็ต้องหยุดไปเมื่อลีทึกเปิดประตูกระจก แล้วก็โยนเสื้อโค้ทสีเข้มๆใส่โครมใหญ่ ก่อนจะรีบปิด
ล็อกตามเดิม ทงเฮถอนใจยาวแล้วก็หนีบโทรศัพท์ไว้ที่ซอกคอพร้อมกับใส่เสื้อโค้ทอย่างทุลักทุเล

"เงียบทำไมล่ะ"

((ก็ทงเฮเงียบไป....เมื่อกี้เสียงอะไรน่ะ))

"ลีทึก...เอาเสื้อโค้ทมาให้"

((ตอนนี้ทงเฮอยู่คนเดียวแล้วเหรอ))

"อืม....ถามทำไม"

((เคยได้ยินหรือเปล่าที่เขาบอกว่า เด็กที่ติดโทรศัพท์มีโอกาสเสียตัวมากกว่าเด็กที่ติดคอมพิวเตอร์))

"ไม่เห็นเคยได้ยิน...ที่โทรมาจะถามแค่นี้ใช่มั้ย"

แก้มใสร้อนวูบทำท่าหงุดหงิดจะวางสาย แต่คิบอมกลับอมยิ้มถูกใจ


((ไม่ใช่....ก็แค่อยากจะชวนทงเฮพิสูจน์ดูน่ะว่ามันจริงหรือเปล่า))

"ไอ้บ้า..." คนที่กำลังหน้าแดงหูแดงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็อ้อมแอ้มได้สักที "แล้วตอนนี้คิบอมใส่อะไรอยู่ล่ะ"

ให้ตายเถอะ เขาแทบจะไปถึงฝั่งฝันตั้งแต่คำว่าใส่อะไรอยู่ของทงเฮเลยก็ว่าได้ แต่ยังไงซะค่ำคืนนี้มันยังมีอะไรให้ฝ่าฟันอีกมาก เขาจึงต้องข่มจิตข่มใจไม่ให้อะไรๆมันตื่นมากไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

((เสื้อยืด...บ็อกเซอร์))

"ไม่อยากให้ใส่แล้วอะ...เดี๋ยวทงเฮถอดให้คิบอม แล้วคิบอมก็ถอดให้ทงเฮด้วยนะ"

((แล้วทงเฮใส่อะไรอยู่))

"กางเกงวอร์ม เสื้อกล้ามของคิบอม"

ใครสอนทงเฮ...ช่วยบอกคิบอมทีว่าไอ้คำพูดคำจากับน้ำเสียงหอบหายใจแบบนี้ไปเรียนมาจากไหน!!!

((ทงเฮร้องดังๆหน่อยสิ...อย่าเอาแต่หายใจแบบนั้น))

"อื้ม...คิบอมร้อนจัง...อ่า...คิบอม"

((ทงเฮ...อา))

อาจจะเพราะว่าเมื่อปิดประตูกระจกแล้ว ถ้าไม่ได้ตะโกนเสียงดัง คนที่อยู่อีกฟากของกระจกกั้นก็ไม่มีทางได้ยินเสียงใดๆทั้งสิ้น ลีทึกและฮยอกแจจึงทำได้แค่เดาว่าอาการที่กำลังนั่งหันหน้าออกนอกระเบียงแล้วเงยหน้าเผยอริมฝีปากมองฟ้าที่ทงเฮกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ เป็นสัญญาณว่าคืนดีกันแล้ว และที่ทงเฮเอาแต่นั่งซุกอยู่ในโค้ทพลางเงยหน้าขึ้นหอยหายใจจนเป็นไออยู่ตอนนี้คงเป็นเพราะคิบอมบอกให้เงยหน้าดูดวงจันทร์ดวงเดียวกัน แบบที่พระเอกในละครหลายเรื่องชอบบอกให้นางเอกดูเวลาอยู่ไกลกันล่ะมั้ง จากที่คิดจะเดินไปดูเสียหน่อยว่าทงเฮจะมีท่าทีเขินอายกับสถานการณ์ชวนเขินแบบนี้กับเขาเป็นบ้างไหมเลยกลายเป็น การหันมาชวนกันเล่นเกมออนไลน์แก้ว่าง ระหว่างรอว่าเมื่อไหร่ทงเฮจะคุยธุระกับคิบอมเสร็จ จะได้ไปไขเปิดล็อกให้


การที่เอาเสื้อโค้ทของคิบอมติดกระเป๋ามาด้วยนั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่างด้วยกัน หนึ่งสามารถทำให้ทงเฮคลายจากโรคขี้หนาวได้ชะงัดนัก สองสามารถใช้นอนกอดแล้วให้ความรู้สึกเป็นตัวแทนของใครได้อย่างดีเยี่ยม สามมันใหญ่ขนาดที่สามารถบังทงเฮได้มิดทั้งตัว จนใครที่มองมาจากทางด้านหลังไม่สามารถร่วงรู้ได้เลยว่าเขากำลังทำอะไรภายใต้มัน และข้อที่สี่ที่ทงเฮเพิ่งจะค้นพบเมื่อสักครู่นี้ ก็คือมันช่วยแต่งเติมจินตนาการอารมณ์รักในห้วงซึ้งยามที่ต้องห่างไกลกันได้ดีเหลือเกิน กลิ่นของคิบอม เสียงนุ่มของคิบอม มันเร่งเร้าให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามที่ใจต้องการได้อย่างไม่น่าให้อภัย

"เพราะคิบอมคนเดียว...เลอะเทอะหมดเลย"

คิบอมหัวเราะ ทงเฮได้แต่พองลมที่ตรงแก้มทั้งๆที่ยังหอบจนตัวโยน โดยมีเสียงนุ่มชวนขาดใจกระซิบอยู่ข้างหูว่า

((ตอนนี้ก็ยอมเลอะเทอะไปก่อน...เดี๋ยวอีกไม่กี่วันจะรู้สึกอุ่นๆเจ็บๆแทนนะคนดี))

"ลามก...นี่ไม่คิดจะเล่าเรื่องบัดด้งบัดดี้อะไรนั่นเลยใช่ไหม"

((ก็เคยบอกทงเฮไปแล้วนี่...มินอาเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้นแหละ))

"อย่าให้จับได้ก็แล้วกันว่ามีอะไร"

คิบอมยิ้มขมๆ พร้อมกับนึกในใจว่า กับมินอาน่ะไม่มีหรอก แต่กับใครไม่รู้ ก็มีอย่างแสนสาหัสเหมือนกัน...
ขอโทษนะทงเฮ

((ไม่มีหรอก...เชื่อเถอะ...))

"งั้นก็ไปนอนได้แล้วนะ....อย่าไปดื่มให้มากละเป็นห่วงรู้ไหม"

((ครับ...รักนะ))

"รักเหมือนกัน"


.


คิบอมอ่านอีเมลล์สื่อรักจบไปรอบที่สามแล้วในเช้านี้ หากทว่าภายในใจกลับยังรู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปอยู่ดี
เจ็ดวันแล้วนับตั้งแต่วันที่คนนั้นส่งจดหมายมาบอกว่าหน้าตาเขาดูสดใสขึ้น กล้ามเนื้อที่คนนั้นหลงไหลเริ่มกลับมาฟิตกระชับน่าคลั่งไคล้แล้วหลังจากที่สังเกตเห็นว่าเขาดูโทรมๆไป ซึ่งไม่รู้ทำไมคำชมพื้นๆแบบนั้นถึงได้มีค่ามีความหมายต่อเขาขนาดนี้ ขนาดที่เขาต้องมากระวนกระวายใจเมื่อจดหมายที่ควรจะมาถึงแล้วในวันนี้ยังมาไม่ถึง

คิบอมพิมพ์สำนวนฟ้องที่พี่จุนโฮเอามาวางไว้ให้เมื่อเช้านี้ เกือบจะเสร็จแล้วเหลืออีกสองบรรทัด และก็ได้เวลาที่เขาจะออกไปหาอะไรทำด้านนอกได้แล้วด้วยเหมือนกัน พอคิดได้แบบนั้นแล้วจึงเร่งพิมพ์ให้เรียบร้อย แล้วก็รีบคลำหาบุหรี่ที่ไม่ได้แตะมาเกือบจะสองสัปดาห์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จังหวะเดียวกับที่มินอาเดินกลับเข้ามาในออฟฟิศพอดี หลังจากที่ออกไปซื้อเค้กแถวๆนี้มาให้พี่ซองอาที่เกิดแพ้ท้องขึ้นมากระทันหัน

"อ้าวคิบอมจะไปไหนอะ"

"ออกไปดูดบุหรี่...ชั้นพิมพ์สำนวนฟ้องเสร็จแล้วนะ เธอลองดูในเมลล์แล้วกัน"

มินอาพยักหน้า มองตามหลังคนทีท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่านออกไป แล้วก็เดินมานั่งที่โต๊ะ อมยิ้มคล้ายกับว่าเรื่องอะไรดีๆกำลังเกิดขึ้นก็ไม่รู้




หลังจากที่ซัดบุหรี่ไปสองตัว คิบอมที่สติสตังดูหดหายไปกว่าทุกวัน ก็เริ่มเรียกสติกลับมาได้บ้างแล้ว งานตอนช่วงบ่ายๆจึงไม่มีอะไรน่าห่วง

"คิบอมวันนี้มีพัสดุส่งมาให้นะ...ไม่ใช่จดหมาย"

คิบอมนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่ามินอาโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้สลักสำคัญมากมายนัก ในเมื่อสิ่งที่หญิงสาวยื่นมาให้มันน่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ มือใหญ่ๆรับกล่องพัสดุขนาดกำลังดีมาถือไว้

"ไม่อยากไล่หรอกนะ .... แต่เธอช่วยอย่ามาเกะกะแถวนี้ได้ไหม" คิบอมไล่แบบอ้อมที่สุดในชีวิต ซึ่งก็ได้ผลเหมือนทุกที มินอาหัวเราะชอบใจแล้วก็เดินไปหยอกล้อกับพี่ๆที่กำลังว่างงานบางคน

คิบอมมองตามมินอาไปแล้วก็หันกลับมาจ้องเจ้ากล่องพัสดุที่เขาเคยสงสัยว่าคนที่ส่งมาให้ มาจากนอกโลกหรือเปล่าอยู่นานเหมือนกัน ก่อนตัดใจไม่เปิดมัน เขาเลือกที่จะกลับไปเปิดที่บ้านแทน

พอได้พัสดุตรงตามที่ใจหวังแล้ว คนที่อยากให้ชีวิตลืมความเหงาไปบ้างก็วิ่งเข้าใส่งานอีกครั้ง วันนี้เขาพิมพ์งาน อ่านสำนวนการฟ้องไปหลายต่อหลายฉบับเหมือนกัน แต่ความรู้สึกอยากเปิดพัสดุกล่องนั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับที่เขาคิดถึงทงเฮอยู่ตลอดเวลายังไงยังงั้น


ขอโทษนะทงเฮ....แต่ตราบใดที่เขาและผมยังไม่เจอกัน ก็คงไม่ถือว่าเป็นความผิดใช่ไหม



.



คิบอมอาบน้ำหลังจากที่โทรอ้อนทงเฮไปแล้วชั่วโมงกว่า คืนนี้เขาไม่ทานข้าวเย็น และเลือกที่จะดื่มน้ำสองแก้วก่อนเข้ามาในห้องนอน มานั่งจมจ่อมอยู่บนเตียงที่เขาและทงเฮนอนด้วยกัน

นัยน์ตาสีดำขลับจ้องมองกล่องพัสดุตรงหน้าราวกับสิ่งประหลาด พลางเอื้อมมือออกไปแกะเปิดมันออก แล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายฝืดคอไปหมด เมื่อพัสดุจากนอกโลกที่ว่า เป็นหนังสือปกอ่อนเล่มไม่เล็กไม่ใหญ่ สี่สีทั้งเล่ม ชื่อว่า

‘219เทคนิค ทำรักร้อน'

ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่ารูปภาพคู่รักมากหน้าหลายตากำลังร่วมรักกันในท่าต่างๆ หรือกระทั่งสถานที่ต่างๆที่คุณอาจจะไม่เคยพบเคยเห็นในชีวิตจริง ซึ่งมันก็ไม่ได้แปลกประหลาดหรือวิตรถารจนรับไม่ได้ พร้อมกับแถมท้ายด้วยคำลงท้ายหนังสือที่เขาหรือเธอคนนั้น ยังยืนยันคำเดิมว่าอยากจะทำแบบนี้กับเขาเหลือเกิน จริงอยู่เมื่อตอนก่อนนู้นเขายังรู้สึกสับสนกับอะไรๆอยู่มากจึงไม่เคยรู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง แต่ตอนนี้เขายอมรับจากใจเลยว่า เขาเองก็อยากทำแบบนั้นกับเจ้าของจดหมายเหมือนกัน


"ผมสัญญา ถ้าทงเฮกลับมาเมื่อไหร่ มันจะเป็นแค่ความทรงจำ"


ถึงแม้ว่าคิบอมจะให้คำมั่นไปกับคนในกรอบรูปไปแบบนั้น แต่ก็อดที่จะกลัวไม่ได้เหมือนกัน ว่าเขาอาจจะทำไม่ได้อย่างที่พูด

คนที่กำลังชั่งใจว่าจะอยู่ในดินแดนนรกที่เต็มไปด้วยคนดี หรืออยู่ในสวรรค์ที่ไม่ต่างจากนรกดี ถอนใจยาวพลางลุกขึ้นเดินไปเปิดโน้ตบุค แล้วลงมือพิมพ์อีเมลล์ฉบับใหม่ ที่หวานที่สุดในชีวิต ก่อนจะส่งมันไปหาคนที่เขายังเชื่อและรู้ดีว่าจะป็นคนที่เขารักที่สุดตลอดไป....ลีทงเฮ



.



ถือเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิตของทงเฮเลยก็ว่าได้ ที่หัวหน้าบอกว่าให้พวกเขาสามคนกลับโซลได้ก่อนกำหนดหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากงานที่นี่ไม่มีอะไรต้องทำแล้ว คนที่ดีใจสุดริดสุดเดช รีบเดินมาหาฮยอกแจที่กำลังยืนชงกาแฟอยู่ในส่วนของครัวทันทีที่รู้ข่าว

"แกว่าชั้นเมลล์ไปบอกคิบอม หรือไปเซอร์ไพรส์เลยดี"

"แล้วแต่แกสิ...แฟนแกชอบแบบไหนล่ะ" ฮยอกแจก็ว่าไปตามหน้าที่ ทว่ามันขัดใจลีทึกที่คอมฯเสียไปสองวันหลังจากทงเฮขอส่งเมลล์ไปให้คิบอมเนื่องในวันอยากส่งมากกว่าปกติสองฉบับ แล้วก็รู้สึกเข็ดขยาดกับความมีดวงทำลายล้างสูงของทงเฮชนิดขึ้นสมอง จึงออกความเห็นไปทั้งที่ปกติไม่ค่อยจะทำสักเท่าไหร่

"ไปเซอร์ไพรส์สิ ...เนี่ยช่วงนี้ก็งดส่งเมลล์เลย จะได้พีคๆ"


.


ช่วงเวลาก้ำกึ่งแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่ชวนอึดอัดยิ่งนักในความคิดของคิบอม ช่วงเวลาที่อีกไม่นานก็จะต้องจากกันแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเอาเสียเลย ทว่าสิ่งที่ทำให้คิบอมรู้สึกกระสับกระส่ายมากกว่าปกติไม่ใช่เพราะการฝึกงานกำลังจะจบลง หรือเพราะทงเฮเมลล์มาหาเมื่อวันก่อนว่าจะไม่ค่อยได้ส่งมาให้เพราะยุ่งๆแต่อย่างใด หากทว่ามันคือความรู้สึกที่ว่าเขากำลังรอคอยจดหมายจากคนคนนั้นมากกว่าอีเมลล์ของลีทงเฮ และตอนนี้เขาก็อาการหนักขนาดที่ว่า เขางดดื่มเพื่อให้ลืมความเหงา แล้วเลือกที่จะไปออกกำลังกายตามที่คนนั้นต้องการ พร้อมกับคอยมองหาคนคนนั้นเสมอในทุกๆที่ และตอนนี้นัยน์ตาที่เคยสะท้อนเพียงแค่ลีทงเฮ ก็กำลังมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่มินอาอีกแล้ว

"ไม่ใช่หรอกไม่มีทาง"

มินอามองหน้าคิบอมที่กำลังขยับปากพึมพำแล้วก็เดินทำหน้ายิ้มๆเข้ามาหา พร้อมกับดอกกุหลาบสีเหลืองผูกโบว์ไว้แค่พอเก๋ๆที่แข็งแรงพอจะสามารถตรึงการ์ดใบเล็กไว้ได้อีกหนึ่งใบ

"อะนี่...ดอกไม้สำหรับผู้ชายเนื้อหอม" มินอาแซวเองแล้วก็หัวเราะเองอย่างถูกอกถูกใจ หากคิบอมไม่ได้รู้สึกสนุกด้วยสักนิด เจ้าของนัยน์ตาสีดำขลับที่มักจะยิ้มไม่มีพิษมีภัย รั้งคนที่กำลังจะเดินจากไป ไว้ด้วยคำพูดที่ว่า

"เดี๋ยวสิ...เธอรู้ใช่ไหมว่าใครส่งมา" มินอาทำตาโต

"จะบ้าเหรอ...ชั้นไม่ใช่นักสืบสักหน่อยถึงจะได้รู้เรื่องชาวบ้านไปทั่วน่ะ"

"งั้นก็แล้วไป" คิบอมไล่หญิงสาวไปแบบที่เคยๆ พยายามไม่คิดให้ปวดสมองว่าใครเป็นคนส่งมา แต่อาการเวียนศีรษะคงจะไม่อยากหนีหายไปไหน มันถึงได้กำเริบขึ้นมาทันทีที่คิบอมเปิดการ์ดอ่านดู


‘ ชั้นอยากจะลองเสี่ยงขอเจอคุณสักครั้ง...ชั้นจะรอคุณอยู่ที่โถงในห้องอาหารของโรงแรม Grand Hyatt Seoul ตอนบ่ายโมงครึ่ง ชั้นจะนั่งอยู่บนโต๊ะที่มีดอกกุหลาบสีเหลืองอยู่บนโต๊ะ...มาให้ได้นะ '



กุหลาบสีเหลือง....ขอเป็นแค่ชู้ทางใจ



คิบอมกลืนน้ำลายฝืดคอไปหมด เมื่อเขาเซิร์สหาคำว่ากุหลาบสีเหลืองในกูเกิล แล้วก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลย กับความหมายแอบแฝงของเจ้าดอกกุหลาบสีเหลือง เขานั่งชั่งใจอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมที่มีความหมายของดอกกุหลาบขึ้นมาเต็มไปทั้งหน้าไม่นานเท่าไหร่ ก็ตัดสินใจเอื้อมคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดแล้วก็ปิดอยู่นานสองนาน จนในที่สุดก็ตัดสินใจกดปิดมันด้วยหัวใจที่กำลังเต้นแรง



วันนี้มันจะเป็นวันสุดท้าย...อาทิตย์หน้าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมผมสัญญาทงเฮ



.

.




ฉับพลันทันใด ที่เครื่องบินจากเกาะเชจูแตะถึงพื้นรันเวย์ ทงเฮก็รีบเดินออกไปต่อคิวรอรถแทกซี่ตัวปลิว โดยไม่ลืมที่จะฝากให้เพื่อนรักทั้งสองคนเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่บ้านให้ก่อน แล้วพอเจอคิบอมได้เรื่องยังไงเขาจะไปเอาอีกที พอทิ้งสัมภาระไว้เบื่องหลังแล้ว ตอนนี้ทงเฮก็เลยมีสมบัติติดตัวแค่เพียงกระเป๋าถือใบโปรดใบเดิมแค่เพียงเท่านั้น

"ไปไหนครับ"

"อพาร์ทเมนท์ KD อาปูจองครับ"

ทงเฮไม่ได้หงุดหงิดใส่ใคร แต่เลือกที่จะส่งยิ้มให้ พร้อมกับบอกจุดหมายปลายทางกับคุณลุงไป ขณะที่ยังคงเพียรพยายามโทรหาคนที่จู่ๆก็ปิดเครื่องไปเฉยๆ

ระยะทางกว่าห้าสิบกิโลเมตรจากสนามบินนานาชาติกิมโพ ถึงอพาร์ตเมนต์ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ .... ตอนนี้ทงเฮที่เพิ่งมาถึงอพาร์ตเมนต์กำลังเงยหน้าขึ้นมองตึกที่สีซีดลงไปบ้างด้วยความคิดถึง พลางก้าวขาเร็วๆเข้าไปในที่ที่เขาเห็นว่ามันเป็นที่พักใจมากกว่าพักกายตลอดมา

ทงเฮเข้ามาในห้องแล้วก็รู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน ตู้ เตียง โต๊ะทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม ยังมีชีวิตชีวาเหมือนกับเวลาที่เขาอยู่ไม่มีผิด มือขาวๆจัดวางกรอบรูปคิบอมที่เปลี่ยนองศาให้เข้าที่เสียใหม่ แล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ราวๆสิบห้านาทีเห็นจะได้ล่ะ ร่างกายที่เมื่อยล้าจากการนั่งเครื่องบินก็เริ่มผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้ว

ทงเฮยกผ้าขนหนูขึ้นเช็ดผมอย่างเพลินๆ แล้วก็เอื้อมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายไปยังปลายทางที่เขารู้ว่าเจ้าตัวจะต้องรู้แน่ๆว่าที่ทำงานที่คิบอมไปฝึกงานเนี่ยอยู่ที่ไหน

((ว่าไงทงเฮ))

"ซองมินเราขอที่อยู่ที่ทำงานของคิบอมหน่อยสิ"

((อ๋อแปปนึงนะ....หาก่อน)) ซองมินว่าแล้วก็หายไปนานจนเขาฟังเพลงรอสายจบไปสองรอบแน่ะ เสียงหวานๆถึงได้รอดผ่านมาอีกครั้ง ((จดนะ...))


ทงเฮจดที่อยู่ละเอียดยิบชนิดที่สามารถเดินเข้าไปในสำนักงานแล้วชี้ได้เลยว่าคิบอมนั่งอยู่โต๊ะตัวไหน แล้วก็ขอบคุณซองมินไปนานหลายนาทีเหมือนกัน ก่อนตัดสินใจออกจากห้องไปทำเซอร์ไพรส์คิมคิบอม





.





บ่ายโมงยี่สิบห้านาทีพอดี ยังมีเวลาอีกห้านาทีที่จะไปตามนัด คิบอมได้แต่บอกกับตัวเองในใจ พลางตัดสินใจขอลางานพี่จุนโฮครึ่งวันบ่าย ซึ่งพี่จุนโฮจึงอนุญาตไปแบบยิ้มๆเหมือนเคย


ปกติแล้วคิบอมขับรถมาทำงาน และขับรถไปไหนต่อไหนในโซลชนิดที่ไม่คิดช่วยโลกประหยัดพลังงาน แต่วันนี้เขารู้สึกว่าแค่ขับรถมันก็เสียเวลามากเกินไปแล้ว ความรู้สึกที่อยากจะเห็นหน้าคนคนนั้นสักครั้งมันกลบทุกสิ่งเสียจนมิด จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแรงปรารถนาที่ชักจูงให้เขาเดินเร็วๆลัดไปตามถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมห้าดาวแบบนี้มันมาจากสาเหตุใด



"ถึงแล้วครับ"


ทงเฮรับเศษกระดาษที่เขาจดด้วยลายมือตัวเองขึ้นมาดู แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองตึกสูงเสียดฟ้าเบื้องหน้าให้มั่นใจว่ามาถูกที่ แล้วก็ยื่นเงินให้คุณลุงคนขับยิ้มๆ ก่อนก้าวลงจากรถไปยืนประจันหน้ากับประตูกระจกที่กำลังเปิดออกต้อนรับเขาราวกับอ้อมแขนของใครบางคน


ในขณะที่ทงเฮไม่รู้เลยว่าการมาหาคิบอมถึงที่ทำงานแบบนี้จะเป็นการมาเซอร์ไพรส์ที่เสียเที่ยวหรือไม่อยู่นั้น
ผู้ชายที่บอกทงเฮว่ารักแค่ทงเฮ และสัญญาว่าจะมีแค่ทงเฮคนเดียวตลอดไปก็มายืนหอบหายใจอยู่หน้าประตูกระจกแบบกักลมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เขาอยากจะก้าวเข้าไปในตึกสูงเสียดฟ้าที่หน้าตาละม้ายคล้ายที่ทำงานของเขามากถึงมากที่สุด แต่เขาก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่ตึกเดียวกันแต่อย่างใด ดังนั้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในหัวของเขาตอนนี้ก็เลยดูจะกำลังซัดกันจนเลือดอาบอยู่เลยเชียวล่ะ

ปึ่ก!!

ก็ในเมื่อไม่ยอมเลือกสักทีว่าจะเข้าไปหรือไม่เข้าไป อาจจะเป็นพระเจ้าหรือใครก็ไม่รู้ล่ะที่เดินมาชนจนต้องเดินผลักประตูกักลมไปตามน้ำไป และในตอนนี้ประตูกระจกใสก็พัดพาเขาเข้ามาในโรงแรมหรูแล้วเรียบร้อย

คิบอมสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด เดินตรงไปยังส่วนของรีเซปชั่น แล้วถามว่าห้องอาหารอะไรที่มีโถงกว้างบ้าง ซึ่งพนักงานก็ทำหน้าที่ได้ดีสมกับเป็นพนักงานโรงแรมห้าดาว เธอยิ้มหวานแล้วพาเขาเดินเข้าไปยังห้องอาหารพาวิลเลี่ยนที่มองผ่านกระจกเข้าไปก็เห็นแล้วว่ามีโถงกว้างจริงๆ คิบอมก้มศีรษะให้พนักงานโรงแรมเป็นการขอบคุณแล้วก็รอให้หล่อนเดินจากไปก่อน เพื่อที่เขาจะได้แอบดูคนคนนั้นได้ถนัดถนี่ขึ้น

ใช่เขาไม่เข้าไปหรอก ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะไปปรากฏตัวให้อีกคนเห็น เขาก็แค่อยากจะเห็นหน้าคนที่สามารถทำให้เขาเป็นเอามากได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ใช่ลีทงเฮ

แต่ดูเหมือนความตั้งใจที่ว่า มีอันสั่นคลอน เมื่อคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะตรงกลางโถงกว้างที่บนโต๊ะมีดอกกุหลาบสีเหลือปักเอาไว้ค่อยๆหันหน้ามาในองศาที่สามารถสบตากับเขาได้พอดี

ราวกับถูกดูดกลืนลงไปในวังวนแห่งความเบิกบาน ที่หอมหวานแต่ก็ฝาดเฝื่อนจนสับสนว่านี่คือความฝันหรือความเป็นจริง คิบอมรู้สึกว่าสองสิ่งนี้มันกำลังซ้อนทับกันจนแยกไม่ออกเมื่อยามที่นัยน์ตาคู่นั้นตรึงเขาเอาไว้ไม่ให้ไปไหน

เขานึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ารอยยิ้มเบื้องหน้านี้จะเทียบอธิบายได้กับความสวยของอะไร

เขารู้แค่เพียงว่าชู้รักของเขาคือคนคนเดียวกับคนที่เขารักหมดหัวใจ

"ทงเฮ~"

"ใช่น่ะสิ...ผิดหวังหรือไง"

"ไม่ใช่...แต่..."

"นี่หายช็อกซักทีเถอะ....แล้วจูบรับขวัญชู้ได้แล้ว"


สิ้นคำประชดจากลีทงเฮตัวจริงเสียงจริง ความมั่นใจที่แตกพร่าก็ถูกรวบรวมเข้าด้วยกันอีกครั้ง คนที่รู้สึกราวกับถูกกระชากหัวใจออกมาขยี้ ทำได้แค่ คว้าตัวคนที่ทำให้เขาทั้งร้อนทั้งหนาวได้ในเวลาเดียวกันเข้ามาซุกกอด...แล้วจงใจทำให้ทงเฮจั๊กจี้หัวใจไปอีก เจ็ดสิบวัน เจ็ดสิบเดือน เจ็ดสิบปีด้วยจุมพิตและถ้อยกระซิบที่ว่า

"ขอบคุณสำหรับของขวัญวันครบรอบ เจ็ดเดือนเจ็ดวัน ของเรานะครับ"

ถึงแม้ว่าคิบอมเพิ่งจะนึกสาเหตุที่ทงเฮทำอะไรแบบนี้ออกเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน แต่อย่างน้อยเขาก็นึกมันจนออก
และสามารถสบตา บอกกับทงเฮได้อีกสักกี่เจ็ดหน ว่าเชื่อเถอะคนที่เขาจะรักก็มีแค่ลีทงเฮเท่านั้น








THE END










แถมๆ




"เฮ้ยเป็นไปไม่ได้"

คิบอมอ้าปากค้าง แล้วก็ยกมือขึ้นขยี้ตา กับภาพรอยยิ้มที่ไม่ว่าจะเพ่งมองสักกี่ครั้งคนที่กำลังยิ้มเผล่ให้เขาคือน้องสาวของเพื่อนพี่ฮีชอลที่ช่วยเป็นธุระเอาจดหมายรักที่ทงเฮใช้ความพยายามอย่างแสนสาหัสพิมพ์ส่งมาให้ทางอีเมลล์คือคนคนเดียวกับบัดดี้ของเขา

"อะไรกัน....ตอนเด็กๆนายยังเล่นขายของกับชั้นอยู่เลยนะ"

"ไม่น่าถึงคุ้นหน้าเธอ"

หลังจากที่อยู่ๆ มินอาก็โผล่มาแบบที่ทำประจำแล้ว ทั้งสามคนก็นั่งคุยกันอีกไม่นานเท่าไหร่ มินอาก็ขอตัวกลับไปที่สำนักงานเพราะเธอไม่ได้ขอลาช่วงบ่ายแบบผู้ชายใจแตกแถวนี้

"แล้วเจอกันนะพรุ่งนี้"

คิบอมพยักหน้าให้มินอาเป็นเชิงไล่แบบที่ชอบทำ แล้วก็วกสายตากลับมามองหน้าคนที่กำลังสนใจอาหารตรงหน้าที่พนักงานเพิ่งจะเอามาเสิร์ฟให้เดี๋ยวนี้นี่เอง

"ทงเฮมินอากลับไปแล้ว"

"แล้วไง...อยากจูบทักทายชู้ทางใจอีกรอบหรือไง ยื่นหน้ามาสิ จะจัดให้"

นึกแล้วว่าทงเฮจะต้องโกรธ แต่ให้ตายเถอะใครมันจะไปรู้ว่าทงเฮพิมพ์จดหมายรักกับเขาก็เป็นเหมือนกัน เห็นมีทำรายงานทีไรก็เขียนๆแล้วก็โยนโครมให้เขาไม่ก็ฮยอกแจพิมพ์ทุกทีนี่นา แล้วยังจะเนื้อความในจดหมายเอย รูปเอย หนังสือนั่นอีกล่ะ...ใครจะไปคิดว่าทงเฮจะมีมุมแบบนี้กับเขาเหมือนกัน

"เปล่าแค่จะบอกว่าดีใจ"

"เหรอ...แล้วชั้นต้องดีใจด้วยไหม"

พูดออกมาได้ว่าดีใจ...ใช่สิตัวเองนอกใจนี่ ไม่ได้ถูกนอกใจสักหน่อย!!!

"ไม่เอาน่าคนดี" คิบอมลากเก้าอี้ไปนั่งข้างๆ พลางพาดแขนยาวๆไปกับไหล่บางอย่างได้ที แล้วเตรียมกดจมูกลงไปเบาๆที่แก้มใสเต็มที่ หากทงเฮกลับปัดมันออก พร้อมกับหันมาค้อนให้เสียจนตาคว่ำ

"แน่ล่ะไม่คิดจะเอาอยู่แล้วพวกไว้ใจไม่ได้เนี่ย....ไม่รู้ว่าโง่ไปหลงรักได้ยังไงตั้งนานเหมือนกัน"

ฟังดูเผินๆแล้วก็คล้ายๆว่าจะไม่มีทางจบสิ้นกับปัญหาโลกแตกแบบนี้ แต่ถ้าลองทงเฮพูดจาแบบนี้ คิบอมคิดว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่หรอก

"ก็จดหมายแบบนั้น ผมอยากได้จากทงเฮมาตลอดนี่ พอได้แล้วมันก็เลยรู้สึกเหมือนเติมเต็ม"

"อ๋อเหรอ...งั้นถ้าเกิดวันนี้โผล่มาแล้วไม่ใช่ลีทงเฮคนนี้ ก็คงจะไปหาที่เติมเต็มกันแล้วสินะ"

"ทงเฮ...."

นานเหมือนกันที่ทั้งคู่เงียบไป และก็ดูเหมือนทุกอย่างกำลังมาเจอทางตันยังไงก็ไม่รู้ คิบอมที่หาข้อแก้ตัวไม่ได้จริงๆก็เลยทำท่าจะลุกออกไป ก่อนจะถุกรั้งเอาไว้ด้วยประโยคที่คิบอมอยากยิ้มแต่ก็ทำไม่ได้ว่า

"ไม่โกรธแล้วก็ได้...แต่ถ้าจดหมายพวกนั้นไม่ใช่ของชู้ที่ชื่อลีทงเฮคนนี้ คิบอมจะคิดนอกใจหรือเปล่า"

"ไม่รู้เหมือนกัน" คิบอมตอบตามจริง "ถึงคิบอมจะรักทงเฮมากแค่ไหน แต่ถ้าลองได้ไกลกันแบบนี้มันก็ไม่รู้ว่าจะทนเหงาได้แค่ไหนเหมือนกัน...คิบอมคงรับปากไม่ได้หรอกว่าจะไม่หวั่นไหว แต่จะยังไงก็แล้วแต่ คนที่คิบอมจะรักก็ยังคงมีแค่ทงเฮคนเดียว"

คำพูดเหล่านี้บางทีฟังแล้วก็รู้สึกลอยๆ แต่บางทีฟังแล้วก็หงุดหงิด แต่จะว่ายังไงดีล่ะ ไหนๆเขาก็เป็นคนเริ่มความคิดที่จะลองปล่อยให้คิบอมได้มีโอกาสไปเจอเรื่องตื่นเต้นในชีวิตบ้างไปแล้ว ... เพราะงั้นการนอกใจครั้งนี้ ทงเฮจะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่คิดบัญชีกับคนที่แอบนอกใจก็แล้วกัน


"คิบอมก็เป็นแบบนี้ทุกที"

คิบอมอมยิ้ม พอเห็นว่าทงเฮคงจะหายโกรธแล้ว แล้วก็ถึงเวลาชดเชยความคิดถึงเสียที ด้วยการก้มลงกระซิบบอกคนที่กำลังช้อนนัยน์ตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาให้ขึ้นสบตาเขา ด้วยรอยยิ้มที่จะมอบให้แค่ทงเฮคนเดียวเท่านั้นว่า "แต่เชื่อเถอะว่าร้อยยี่สิบเก้าเทคนิครักในหนังสือเล่มนั้น...คิบอมจะลองกับทงเฮคนเดียวจนครบแน่นอน"

สิ้นคำมือขาวๆที่ไวไม่เคยเปลี่ยนก็ฟาดเข้ากับต้นแขนที่เจ้าตัวบอกว่ามันแน่น และเซ็กซ์ซี่ที่สุดในสายตาเต็มแรง แล้วก็ซุกกอดคนที่คิดถึงเหลือเกินไว้จนแน่น

"เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้ว...เรื่องอะไรจะปล่อยให้ไปทำกับคนอื่น!!"


แต่ก็จะจำไปจนตายเหมือนกันว่า จะไม่มีทางปล่อยคิมคิบอมให้ต้องเหงาอีกแล้ว!!!


อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ทงเฮไม่ออกงิ้วอะไรกับคิบอมอีก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับทงเฮหรอก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในทุกๆวัน ถึงคิบอมจะไขว้เขว แต่ตราบใดที่คิบอมยังคิดถึงเขาก่อนใครๆเสมอ เขาก็จะขอรักแค่คิบอม และจะเป็นทุกๆอย่างให้คิบอมอย่างนี้ เหมือนที่คิบอมเป็นให้เขาตลอดไปนั่นแหละ



ฉะนั้น....ไอ้อาถรรพ์หมายเลข 7 อะไรเนี่ย เชื่อเถอะว่ามันมีอยู่จริง ทงเฮคอนเฟิร์ม !!!!



REAL END

 

 


แหะๆ ไม่มีอะไรจะพูดคะ แต่จะบอกว่าคิบอมไม่ผิดน้า เอิ๊ก~
เชื่อว่าต้องมีคนหงุดหงิดคิบอมมาก...เพราะไม่ว่ายังไงก็ผิดอะเนาะ ฮ่าฮ่า
แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็หวังว่าจะถูกใจทุกท่านบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

ชอบก็เม้นไม่ชอบก็ไม่ต้องเม้นคะไม่ว่ากัน^^

อ่อ...ฟิคเรื่องนี้เป็นสเปฯของฟิคบางเรื่องที่จบไปแล้วนะคะ
และที่ลืมไม่ได้เลย คือมีเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกกันนะคะ ฟิคเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่อง ผู้หญิงกับกุหลาบสีเหลือง จากหนังสือชื่อ True love ของ Robert Fulghum คะ ลองไปหาอ่านกันนะคะหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องราวน่ารักๆเพียบเลยล่ะ

อย่าลืมรักษาสุขภาพนะคะ....แล้วพบกันใหม่เร็วๆนี้คะ^^

XOXO

 

 

 

seven-year itch แปลว่า แนวโน้มที่จะนอกใจกันหลังจากเข้าปีที่เจ็ดของการแต่งงาน
จริง ๆ seven-year itch เคยใช้ในอีกความหมายหนึ่งมาก่อน คือ
มีที่มาจากอาการคันจากโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง คือ Scrabies หรือ โรคหิด ซึ่งบางทีเรียกว่า Itch
เป็นสำนวนใช้พูดถึงอาการเบื่อหน่าย ไม่สบายตัว สบายใจว่า "มันแย่ยิ่งกว่าเป็นหิดมาเจ็ดปีอีก"

แต่หลังจากหนังมาริลีนฉาย สำนวน seven-year itch ก็กลายมาเป็นความหมายเกี่ยวกับชีวิตคู่แทน
โดยหนังสร้างมาจากหนังสือที่เขียนว่า ผู้ชายส่วนมากมักนอกใจหลังแต่งงานกันมาได้เจ็ดปี

 

ข้างล่างเป็นลิ้งเกี่ยวกับ The seven-year itch คะ
http://www.phrases.org.uk/meanings/seven-year-itch.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Scabies